8.8.13

โปรแกรมหนังฟิล์มไวรัส โรคแห่งมาร์เกอริต ดูราส Malady of Marguerite


เพื่อต้อนรับการมาถึงของ BOOKVIRUS 10 "ศรีนวลจัดหนัก" (Destroy, She Said) รวมเรื่องสั้นสตรีเล่า หนังสือเล่มล่าสุดของ BOOKVIRUS เราขอร่วมสมโภชน์สตรีด้วยโปรแกรมพิเศษ รวมผลงานภาพยนตร์จากผู้กำกับหญิงที่เป็นเสมือนมารดาทูนหัวของเราชาว FILMVIRUS เจ้าของผลงานภาพยนตร์และวรรณกรรมที่งดงาม และทรงพลัง เสด็จแม่ มาร์เกอริต ดูราส (Marguerite Duras / โรคแห่งความตาย, เขื่อนกั้นแปซิฟิก, แรกรัก-คนรักจากโคลอง) ซึ่งถึงแม้เราจะไม่ได้บรรจุเรื่องสั้นของเธอลงในหนังสือเราก็ขอคารวะเธอผ่านโปรแกรมสุดพิศวงนี้ 




ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เชิญชม โปรแกรมภาพยนตร์ MALADY OF MARGUERITE

ทุกวันอาทิตย์ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2556 - 22 กันยายน 2556 ตั้งแต่เวลา 12:30 น. เป็นต้นไป

ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี พนมยงค์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

โทรศัพท์ 0-2613-3529 หรือ 0-2613-3530

ชมฟรี!!! (โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ)




1/9/13

12.30 DESTROY, SHE SAID (1969)
14.30 NATHALIE GRANGER (1972)




(ภาพจาก Nathalie Granger)


8/9/13
12.30 INDIA SONG (1975)
14.30 THE CULCUTTA DESERT(1976)

15/9/13
12.30 BAXTER VERA BAXTER (1977)
14.30 LE CAMION (1977)

22/9/13
12.30 LE NAVIRE NIGHT (1979)
14.30 AGATHA ET LES LECTURES ILLIMITEES (1981)



‘อาจจะ บางที เป็นไปได้ว่า แต่ก็อาจจะไม่’ คำเหล่านี้อาจจะเป็นคำที่เหมาะเจาะเมื่อคุณจำเป็นจะต้องอธิบาย สิ่งที่เกิดขึ้น และเจือจางไปต่อหน้าจอของคุณในภาพยนต์ของ Marguerite Duras ราวกับมีบ้านสักหลังที่คุณมองไม่เห็นบ้านทั้งหลัง หรือห้องที่คุณเห็นเพียงบางส่วน ต่อให้ใหญ่โตโอ่อ่าอย่างโรงแรม หรือวิลล่าสวยๆ คุณก็จะจินตนาการไม่ออกว่าสถานที่นั้นคือที่ใด ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ตัวละครที่คุณเห็นดูราวกับจะเป็นภูติผีมากกว่ามนุษย์ ภูติผีซึ่งล่องลอยอยู่บนจอท่ามกลางเสียงเล่าที่ไม่นำพาเราไปสู่สิ่งใด เมื่อใครทำอะไร เรามักจะไม่เห็นว่าเขาหรือเธอทำ เราอนุมานเอา และอย่างไม่อาจรับทราบถึงแรงจูงใจใดๆ พวกเขาอาจจะตายมาแล้วสองร้อยปี หรือไม่ได้มีอยู่ อาจจะทำหรือไม่ได้ทำ รักหรือไม่ได้รัก หรือบางทีอาจจะเป็นแค่ภาพเรืองแสงคล้ายมนุษย์เท่านั้นเอง 






เธอเป็นทั้งนักเขียนนิยาย บทละคร ผู้กำกับหนัง และเป็นนักคิดคนสำคัญที่ไม่เคยเข้าพวกกลุ่มใด งานวรรณกรรมของเธอนั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างดี ทั้งในแง่ของความงดงามทางภาษา และเสียงเล่าที่ทรงพลัง ไม่ปะติดปะต่อ ผุดพรายประหนึ่งก้วงความทรงจำที่เลือนเอาทั้งเหตุการณ์ สถานที่ และ เวลาเข้าหากัน 


หากในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ ชื่อของ Marguerite Duras มักถูกจดจำในฐานะคนทำหนังที่เต็มไปด้วยการทดลองอันหาญกล้า หนังของ Duras พร่าเลือนเสียยิ่งกว่าวรรณกรรมของเธอ คนดูครึ่งหนึ่งชื่นชมบูชาเธอในฐานะคนทำหนังที่ก้าวไปสู่ขอบเขตใหม่ๆของภาพยนตร์อย่างไม่ปะนีประนอม ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งสาปส่งหนังของเธอ ว่ามันช่างน่าเบื่อ ไม่มีใครทำอะไรในหนัง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีแต่คนนั่งอ่านหนังสือ โธ่เอ๋ย!











ตัวละครหลักที่เป็นสตรี เสียงเล่าที่ซับ
ซ้อน แตกกระสานซ่านเซ็นออกจากตัวภาพในระดับที่ไม่อาจประสานกันได้แต่ก็ไม่อาจดำรงคงอยู่เพื่อให้มีความหมายอย่างสมบูรณ์ในตัวมันเองได้เช่นกัน หรือเรื่องเล่าของความรักที่ไม่อาจครอบครองซึ่งเป็นประหนึ่งภาพสะท้อนสองระดับ ทั้งต่อตัวละครที่กัดกินลึกซึ้งลงในความรู้สึกสะเทือนไหว ไร้ความจีรังยังยืน ราวกับเมื่อเริ่มตกหลุมรักความรักก็กำลังตายลง และในอีกทางหนึ่งความรักที่ไม่อาจเติมเต็มนี้็สะท้อนความเจ็บปวดต่อโลกในอีกระดับด้วยเช่นกัน 




1/9/13
12.30 DESTROY, SHE SAID (1969) 
14.30 NATHALIE GRANGER (1972)

8/9/13
12.30 INDIA SONG (1975)
14.30 THE CULCUTTA DESERT(1976)





15/9/13
12.30 BAXTER VERA BAXTER (1977) 
14.30 LE CAMION(1977)




22/9/13
12.30 LE NAVIRE NIGHT (1979) 
14.30 AGATHA ET LES LECTURES ILLIMITEES (1981) 


DESTROY, SHE SAID (1969) 





พวกเขาอยู่โรงแรมแห่งหนึ่ง Max Thor เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เขาพบกับ Stien คนยิวเยอรมันที่อยู่ในโรงแรม นั่งคุยกันใต้ร่มไม้ Max รอเมียที่เดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่เป็นเวลาสิบวัน และจะมาสมทบที่โรงแรม Stein มารอพบคนรักเก่า ท่ามกลางคนรักมากมายของเขา เขาพบเธอครั้งเดียวแล้วจากกันตลอดกาล พบกันที่นี่ เขาเลยมารอเธอที่นี่ ยังมีผู้หญิงอีกคน ที่นอนหลับอาบแดดอยู่ในสวนเกือบจะตลอดเวลา เธออ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกือบจะตลอดเวลา แต่ก็ไม่เคยอ่านจบเลยสักทีตลอดเวลา Alisa ภรรยาของ Max ตามมาสมทบ เธอเป็นคนรักเก่าของ Stein ด้วย พวกเขาพูดคุยกันในสวนของโรงแรม เล่นไพ่กัน นอนบนโถงห้อง หากพวกเขาทั้งสามต่างสนใจ Elizabeth เธอเพิ่งฟิ้นไข้จากการแท้งลูก อาจจะไม่ได้รักลูกสาวของตัว และสามีของเธอก็เอาจจะเป็นพวกจอมเจ้าชู้อะไรแบบนั้น เรื่องในโรงแรมเดินไปอย่างสะเปะสะจับต้นชนปลายไม่ได้ พวกเขากลัวป่าที่ห้อมล้อมโรงแรม ส่วนตัวโรงแรมนั้นบอกว่ามีวิวสวยที่หาเท่าไรก็ไม่พบ มีแต่สวน ห้องว่างๆที่หน้าต่างเปิดโล่ง และมีเสียงการตีเทนนิสที่ไม่เคยเห็นผู้เล่น ราวกับตัวละครเรื่องเรืองขึ้นจากความมืด ไม่หรอก พวกเขาไม่ได้จมอยู่ในแสงที่เล็กน้อย หรือควานหากันในความมืดอะไรแบบนั้น พวกเขาแค่เรื่อเรือง สลัวลาง ตัวตนของพวกเขาแผ่วจางเหมือนภูติผี 

นี่คือภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ Duras ที่สร้างขึ้นจากนิยายของเธอ 




NATHALIE GRANGER (1972)




ในบ้านหลังหนึ่ง นี้คือช่วงเวลายามบ่าย วันที่อากาศหนาวอยู่สักเล็กน้อย สรรพสิ่งสงบอ้อยสร้อยอยู่ในโมงยามที่ราวกับหยุดนิ่ง เสียงวิทยุแผ่วข่าวที่ผู้ฟังเพียงเปิดทิ้งอย่างใจลอย หวนให้ได้ยินเพียงเสียงเปียโน โน๊ตสำหรับเด็กๆหัดเล่นของลูกสาวที่เหมือนตกค้างในอากาศแล้วเพิ่งปรากฏกาย หญิงสาวนั่งนิ่งจ้องมองผ่านหน้าต่างไปยังสวน หญิงสาวเดินเชื่องช้าในสวนนั้น หญิงสาวรีดผ้าช้าเชื่องและหยุดเสียกลางคัน หญิงสาวและหญิงสาวผิงไฟจากเศษกิ่งไม้เกลื่อนสวนที่เธอมากองรวมกันและจุดไฟเผา จังหวะเนิบช้าและเงียบเชียบแมวหง่าวสีดำที่ง่วงหาวตรงกรอบหน้าต่าง ยามบ่ายสมบูรณ์แบบเหมือนภาพเขียนสักภาพ หากคือยามบ่ายอันอวลกระอายของกลิ่นแห่งความพิพักพิพ่วน ความอ่อนไหวที่ปริ่มจะระเบิดออกในยามบ่ายอันสงบ จนกระทั่งเซลล์แมนขายเครื่องซักผ้านายหนึ่งโผล่เข้ามาในฉากของหญิงสาวกับหญิงสาว พกพาความกระอักกระอ่วนผิดที่ผิดทาง ทะลึ่งพรวดสู่ฉากภาพอันสมบูรณ์ ก่อนจะล่าถอยไป กลางความเงียบอันอ่อนไหว หญิงสาวและหญิงสาว ยามบ่ายอันลึกลับ อันอ่อนไหว อันสงบเงียบ อันสะเทือนไหว ยามบ่าย นี้เป็นเพียงช่วงเวลายามบ่า


INDIA SONG (1975)





นี้คือชีวิตอันว่างเปล่าของผู้คนในสถานกงสุลในอินเดีย ชีวิตของผู้คนหรืออาจจะภูติผีซึ่งไม่ปริปาก เพียงเดิน ยืน นอน มอง เต้นรำ ในดินแดนประหลาดปลายขอบโลก ตลอดทั้งเรื่องบรรดาตัวละครในสถานทูตทำเพียงแค่เดินไปเดินมา เต้นรำ สูบบุหรี่ นอนบนพื้น ในขณะที่ตลอดเวลาจะมีเสียงบรรยาย บ้างเป็นบทสนทนา บ้างเล่าถึงอนาคตของบางตัวละคร บ้างประชดเสียดสีตัวละคร บ้างเล่าเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง บ้างเป็นเสียงของผู้ที่ไม่อยู่ในฉาก และ แทรกสอดด้วยเสียงคร่ำครวญของหญิงสาวชาวลาวที่ร้องเพลงและร้องขอข้าวกิน ไม่ว่าเสียงใดที่เราได้ยินไม่ได้ออกจากปากตัวละครโดยตรงเลยสักคน พวกเขาหุบปากสนิทโดยตลอดทั้งเรื่อง มีแต่เสียงเท่านั้นที่ล่องลอยฟุ้งกระจาย




ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของภาพ และเสียง อันไม่สัมพันธ์ หนังกลับตอกตรึงสายตาผู้ดูด้วยภาพอันทรงพลัง อาคารเก่าแก่ปิดตาย สนามที่ปูนแตกกร่อน สนามเทนนิสว่างเปล่า แนวต้นไม้ทอดยาวไม่รู้จบ กล้องทอดสายตาไปในสวนอันค่อยๆมืดมน โถงทางเดินอันยืดยาว


THE CULCUTTA DESERT(1976)





หนังที่เป็นเสมือคู่แฝดของ India Song ในหนังเรื่องนี้ Duras ยกเอาเสียงทั้งหมดของIndia Song มาวางประกบคู่กับภาพที่เป็นเพียงการถ่ายอาคารร้าง อาคารที่อาจจะใช้เป็นอาคารสถานทูตในIndia Song กล้องกวาดจับ พื้น ผนัง เพดาน สวนเศษอิฐปูนกล่นเกลื่อน วัชพืชงอกงามที่นั่นที่นี่ ถึงที่สุด กระทั่งบรรดาตัวละครก็ระเหิดหายไป เหลือเพียงอาคารว่างเปล่าและเสียงของผู้คนที่ล่องลอยราวกับว่าถึงที่สุดพวกเขาก็ได้ตายลง หรือหายตัวไปด้วย พวกเขากลายเป็นเช่นหญิงขอาน และท่านกงสุล กลายเป็เนเพียงเสียงคร่ำครวญของดวงวิญญาณที่ยังวนเวียนในอาคารเก่าคร่ำคร่า มาถึงจุดนี้ เสียงไม่เพียงแต่สั่งการนักแสดงเท่านั้น หากกำหนดจินตนาการของผู้ชม มันต่างไปจากการเป็นเสียงเล่า เพราะในตัวมันเองมีความย้อนแย้งกันอยู่ มีทั้งอากัปของการสนทนาหรือการเล่าที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่เล่าไปแล้ว ด้วยลักษณาการนี้ Son nom de Venise จึงมีลักษณะของการเป็นการหลงติดในบ้านผีสิงมากกว่าสารคดีนำเที่ยวสถานทูต 


BAXTER VERA BAXTER (1977) 





ที่โรงแรมตีนเขา ผู้ชายที่เคาน์เตอร์กับนักข่าวที่เพิ่งเดินเข้ามาเล่าเรื่องนาง Vera baxter หญิงลึกลับที่มาพักที่ปราสาทหรูหราทุกปี เธอมีสามีรวยๆที่ไม่ได้เอาใจใส่เธอมากนักให้ผู้หญิงคนหนึ่งฟัง ผู้หญิงอีกคนโผล่มาแล้วบอกว่ามีคนเช่าบ้านนั้นแล้ว นายหน้าผู้ให้เช่าตามหาหญิงสาวไม่พบ โทรไปก็ไม่มีคนรับ ไม่มีใครติดต่อได้เธออยู่ในบ้านไม่ยอมออกมา ต่อมาหญิงสาวที่มาใหมได้พบกับ Vera Baxter ในบ้านของเธอ ภาพทะเล สวน ต้นไม้ กรอบหน้าต่าง ถูกแทรกเข้ามาในบทสนทนาของผู้หญิงสองคนคนหนึ่งเป็นเมียเอก และอีกคนเป็นเมียเก็บ สามีของเวรามีเมียเก็บมากมาย หญิงสาวเป็นหนึ่งในนั้น เธอสองคนพูดเรื่องของJean สามีร่ำรวยของVera พวกเธอต่างบอกกันว่าต่างโกหกเรื่องต่างๆ ที่แน่ๆ Vera ก็คบชู้กับใครสักคนและพาเขามาที่นี่ด้วย คำลวงของความทรมาน รักของเธอสองคนดำเนินไปเช่นนั้น




หญิงสาวแปลกหน้าจากโรงแรมตีนเขาเดินทางมาหา Veraที่บ้าน เธอเป็นตัวแทนของชายหนุ่มที่บาร์ที่เรารู้แล้วว่าเป็นชู้รัก Veraเล่าเรื่องของชู้รัก เล่าเรื่องของสามีที่เงินมากแต่ไม่ได้ร่ำรวยเลยสักนิด ชายคนที่Veraแต่งงานด้วยเป็นเพียงนายทึ่มมากรักผู้น่าเบื่อหน่าย ชู้รักของเธออาจหล่อเหลาแต่ก็เป็นแค่แมงดาเกาะผู้หญิงกิน พวกเธอผลัดกันเล่าเรื่องเฉพาะของVeraเอง หญิงแปลกหน้าบอกจะพาเธอไปหานายหน้าเรื่องเช่าบ้าน ไปพบชู้รักที่บาร์ แต่ผู้หญิงสองคนก็พูดคุยกันท่ามกลางภาพของทะเล กรอบหน้าต่าง สวน ปราสาทโบราณ ภาพที่ถูกสอดแทรกเข้ามาท่ามแสงซึ่งโพล้เพล้ลงไปเรื่อยๆ


LE CAMION (1977)







หญิงคนหนึ่ง โบกรถบรรทุกคันหนึ่ง รถบรรทุกสีฟ้า แล่นเอื่อยไปตามถนน บนรถมีชายคนขับ คนขับอีกคนนอนหลับที่เบาะหลัง เขาจะนอนหลับไปตลอดเรื่อง หญิงผู้นั้นนั่งรถไปกับชายคนขับ อยู่ในสถานที่เดียวกัน เวลาเดียวกัน จ้องมองภูมิทัศน์เดียวกัน แต่พวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรมากไปกว่านั้น เธอพูด เธอร้องเพลง เธอนิ่งเงียบ เธออาจจะร้องให้ด้วย เขาขับรถ เขาฟัง ถามบ้าง ร้องเพลงบ้าง รถแล่นเอื่อยเฉื่อย ถนนเลียบทะเล สายหมอกเทาเศร้าโอบล้อม เรื่องมันก็เพียงเท่านั้นมีเพียงเท่านั้นเอง ไม่ได้รู้อะไร ไม่มีความหมาย





ดูราส์ กับเดอปาดิเออนั่งอยู่ในห้อง อยู่สถานที่เดียวกัน ในเวลาเดียวกัน จ้องมองภูมิทัศน์เดียวกัน ภูมิทัศน์บนแผ่นกระดาษ ทั้งคู่กำลังนั่งอ่านบทหนังเรื่องหนึ่ง หนังเล็กๆถ่ายรวบรัด ง่ายดาย ถ่ายอย่างธรรมชาติ อย่างธรรมชาติในความหมายของทุนต่ำๆ ว่าด้วยหญิงคนหนึ่งโบกรถบรรทุกคันหนึ่ง ในวันหนึ่งๆ เวลาหนึ่งๆ

และหนังทั้งรื่องก็เป็นเช่นนั้น ดูราส์กับเดอปาดิเออ อ่านบท สนทนา นิ่งเงียบ ตัดสลับภาพของสองข้างทางท้องถนน จากหน้าต่างรถซึ่งแล่นเอื่อยเฉื่อยในสายหมอก ในยามสนธยากาลสีน้ำเงินเข้ม วันสีเทา ต้นไม้เฉาแห้ง ตึกสูง ที่ไกลๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ภาพนิ่งยาวของคนสนทนาและภาพเคลื่อนไหวจากหน้าต่างรถ ไร้ทิศทาง ไร้ความหมาย ไม่มีเหตุผล เป็นเพียงเรื่องเล่าบางชนิด



LE NAVIRE NIGHT (1979) 






ภาพยนตร์ซึ่งเป็นเพียงเรื่องรักของผู้คนที่ไม่เคยได้พบพานกัน เรื่องราวล่องลอยอยู่ในบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างคนแปลกหน้าสองคน ดำเนินไปโดยนักแสดงสามคนที่เราแทบไม่ได้เห็นหน้า และแทบไม่ ‘แสดง’ สิ่งใด หากนี่คือภาพยนตร์ที่ถ่ายทอกความนุ่มนวลอ่อนหวานเศร้าสร้อยของบางสิ่งเช่น ความปราถนา


AGATHA ET LES LECTURES ILLIMITEES (1981) 





ในหนังเรื่องนี้ภาพนั้นมีเพียง โรงแรมที่เหมือนจะร้าง โถงทางเดิน ห้องล๊อบบี้ ทุกที่ว่างเปล่า นอกบานหน้าต่าง ทุกอย่าดูเหงาเศร้าในวันที่แทบไม่มีแสงแดด ทะเลสงบราบเรียบ ราวกับว่ามันจะเป็นวันที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และมันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเสียจริงด้วย Agatha เดินทางมาที่โรงแรมริมทะเลแห่งนี้เพื่อพบกับคนรักก่าของเธอ กล่าวให้ถูกต้อง ‘พี่ชายของเธอเอง’ ทั้งคู่นัดพบกันอีกครั้งที่นี่ หลบสามีและภรรยาของตัวเองมาพบกัน แต่ที่พวกเขาทำคือการยืนมองเหม่อไปทางทะเล นอนหลับอยู่บนโซฟา เสียงที่เราได้ยินก็คือเสียงของคนทั้งคู่ แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเสียงจากอดีต หรือปัจจุบัน เป็นเสียงของการสนทนา หรือเสียงเล่าจากที่อื่น ไม่ปะติดปะต่อ ไม่ย้อนเล่าความหลัง ทั้งหมดเป็นเพียงความเศร้าสีจาง ของตัวละครภูติผีที่ไม่ปริปากอีกครั้ง เสียงเล่าบอกบางอย่าง และไม่บอกอีกอย่าง 




เอาเข้าจริงเสียงเล่าใน Agatha อาจจะคลุมเครือกว่าเสียงใดๆที่เคยได้ยินมาในหนังของเธอ มันเป็นราวกับการแอบฟังคนที่เราไม่รู้จักคุยกัน พวกเขาสนทนาในเรื่องที่เราไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ และแน่นอนเขาไม่ปรารถนาให้เรามีส่วนร่วม สรรพสิ่งสลัวในครึ่งแสงของทะเลสงบราบเรียบ ความเศร้าในรักที่เป็นไปไม่ได้ถูกถ่ายทอดถึงความตายของมันอย่างช้าๆในหนังเรื่องนี




Further Reading 

Marguerite Durasเสียงในความทรงจำ http://filmsick.wordpress.com/2013/08/11/marguerite-duras/



NEW NOVEL, NEW WAVE, NEW POLITICS: FICTION AND THE REPRESENTATION OF HISTORY IN POSTWAR FRANCE (1998), written by Lynn A. Higgins แปลโดย จิตร โพธิ์แก้ว https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10201930608810200&set=a.2900190747215.2155569.1333811571&type=1&theater





Le Camion โดย filmsick
http://filmsick.wordpress.com/2013/04/13/lecamiondura/

6.7.13

โปรแกรมหนังอินเดีย – ฟิล์มไวรัส Father India : A look through 100 years of Indian Cinema


โปรแกรมหนังอินเดีย – ฟิล์มไวรัส

Father India : A look through 100 years of Indian Cinema 

คัดสรรโดย ชาญชนะ หอมทรัพย์

7 กรกฏาคม - 1 กันยายน
12.30 AM, (เนื่องจากหนังอินดียมีความยาวมากเป็นพิเศษ ดังนั้นเฉพาะวันแรกวันที่  7 จึงมีเพิ่มรอบบ่ายสองโมงครึ่ง)
Admission Free: Rewat Bhudinand room, U2 Ground Floor, Thammasat University, Tha Phrachan Campus
ชมฟรี ทุกวันอาทิตย์ ที่ห้องเรวัติ พุทธินันทน์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุดปรีดี มาหวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
(กรุณาบอกเจ้าหน้าที่หอสมุดว่าเข้าชมภาพยนตร์- Please infrom the library staffs of your purpose, No Need to pay Admission Free))

ร่วมฉลองครบรอบ 100 ปีของภาพยนตร์อินเดีย ผ่านสีสันอันหลากหลายจากหนังเงียบสุดคลาสสิค สู่หนังมหากาพย์แห่งยุคสมัย ถึงหนังน้ำเน่าน้ำตาริน และหนังคัลต์ขึ้นหิ้ง ในโปรแกรมหนังจาก Filmvirus ที่จะพาคุณสู่โลกแห่งหนังอินเดียอันหวือหวาพิศดารพันลึกกว่าที่เคยสัมผัส



7/07/56 
The Beginning 
A Throw of the Dice (1929) / 74 min / Director: Franz Osten
หนังเงียบเรื่องยิ่งใหญ่ของอินเดียที่แม้จะกำกับโดยคนทำหนังชาวเยอรมัน Franz Osten แต่ความสำคัญของหนังคือการที่ Osten นำเทคนิคทางภาพยนตร์มาใช้เล่าเรื่องราวส่วนหนึ่งจากมหากาพย์ ‘มหาภารตะ’ เป็นหนังเรื่องนี้ได้อย่างวิจิตงดงามที่สุด ตัวหนังยังถือเป็นหนังเงียบเพียงไม่กี่เรื่องที่เหลือรอดจวบจนปัจจุบันในสภาพสมบูรณ์ที่สุด พ้นจากหนังเรื่องนี้ไป Osten กับ Himansu Rai ได้ร่วมกันเปิดหน้าประวัติศาสตร์หนังเสียงของอินเดีย ด้วยการก่อตั้งสตูดิโอหนังที่สมบูรณ์พร้อมสุดในยุคนั้นอย่าง Bombay Talkies ซึ่งมีส่วนสำคัญยิ่งในการวางรากฐานหนังอินเดียยุคต่อมาให้เปี่ยมด้วยเทคนิคและคุณภาพระดับสากล




Sant Tukaram (1936) / 131 min / Director:  Vishnupant Govind Damle, Sheikh Fattelal
หนังเสียงเรื่องสำคัญของอินเดีย ถือเป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้โลกรู้จักวงการหนังอินเดียด้วย เพราะตัวหนังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสามหนังยอดเยี่ยมของเทศกาลหนังเวนิซ และยังเดินสายฉายเทศกาลอื่นๆ ทั่วโลก ในบ้านตัวเองหนังยังสร้างสถิติทำเงินสูงสุดและยืนโรงฉายยาวนานข้ามปี โดยหนังเล่าชีวิตของ Sant Tukaram นักบุญและกวีผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1608-1650 ไม่ได้เน้นไปที่ปาฏิหาริย์ซึ่งคนเลื่องลือกันช้านาน แต่กลับเน้นชีวิตของท่านจากคนธรรมดาจนกลายเป็นนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ 




14/07/56
The Epics 
Mughal-E-Azam (1960) / 173 min / Director: K. Asif 
อภิมหากาพย์หนังยิ่งใหญ่สุดตลอดกาลของอินเดีย เริ่มต้นจากความทะเยอทะยานอยากทำหนังสีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หากด้วยทุนสร้างบานปลาย การถ่ายทำยาวนานร่วมสิบปี และเทคโนโลยีที่ยังไม่ถึงพร้อมพอ ผู้กำกับ K.Asif จึงถ่ายทำเป็นขาวดำแต่ยังคงความเป็นมหากาพย์ในทุกอณู เล่าเรื่องราวของเจ้าชายซาลิม ผู้ตกอยู่ใต้เงาของพระบิดามหาจักรพรรดิ์อัคบาแห่งราชวงศ์โมกัล ความขัดแย้งระหว่างพ่อลูกปะทุขึ้นถึงขีดสุด เมื่อเจ้าชายซาลิมหลงรักนางระบำในวังและต้องการยกนางขึ้นเป็นมเหศี ในขณะที่กษัตริย์อัคบาจงชังฐานะอันต่ำต้อยของนางยิ่งกว่าสิ่งใด จนยังให้พ่อกับลูกถึงขั้นก่อสงครามเพื่อชิงความเป็นหนึ่งแห่งราชวงศ์โมกุล ตัวหนังต้องรอเวลาผ่านล่วงเกือบครึ่งศตวรรษ จึงมีการนำฟิล์มมาบูรณะเป็นหนังสีสวยสดสมความตั้งใจเดิมของผู้กำกับ K.Asif  






21/07/56 
The Melodrama 
Aradhana (1969) / 169 min / Director: Shakti Samanta 
คลาสสิคเหนือคำบรรยายกับหนังอินเดียที่เรียกน้ำตาคนไทยทั้งประเทศมาแล้ว พบพระเอกซุปเปอร์สตาร์คนแรกของวงการหนังอินเดีย ราเยส คันนา และดาราคู่ขวัญ ชามิลา ทากอร์ ในมหากาพย์ความรัก-พรักพรากของแม่ลูกคู่หนึ่ง เมื่อพ่อตายจากไปกระทันหัน ทำให้แม่ยอมยกลูกให้คนอื่น แลกกับการที่เธอคอยดูแลเขาให้เติบใหญ่ในฐานะแม่นม หากวันหนึ่งชะตาเล่นตลกอีกครั้ง เมื่อลูกสุดรักจนพลั้งมือฆ่าคนเข้า เธอจึงยอมรับผิดติดคุกแทน แต่ครั้นเวลาผ่านไปนับสิบปี ฟ้าจึงเป็นใจให้เธอกลับมาเจอหน้าลูกอีกครั้ง ทว่าเขากลับลืมเธอเสียแล้ว..  



28/07/56 
The Cult 
Mr. India (1988) / 179 min / Director: Shekhar Kapur 
ส่วนผสมระหว่างหนังไซไฟ+หนังมาซาล่าขนานแท้ ออกมาเป็นหนังอินเดียคัลท์ที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่ง จากผู้กำกับ เชกการ์ การ์ปูร์ ที่ต่อมาไปทำหนังลิเกฝรั่งอย่าง Elizabeth (1998) แต่ก่อนหน้านั้น เขาเคยพาเราท่องสู่ดินแดนแห่งความพาฝัน, สนุกสนาน และเมามันสุดเหวี่ยงใน Mr.India เมื่อทายาทนักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบสูตรทำให้มนุษย์ล่องหนได้ นำสูตรดังกล่าวมาใช้กับตัวจนกลายเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่ต้องเผชิญกับจักรวรรดิ์วายร้ายสุดโฉด ด้วยลูกล่อลูกชนแพรวพราวตามสไตล์หนังอินเดีย, ฉากบู๊ระเบิดเมือง และเพลงเพราะๆ บวกกับไอเดียสุดล้ำตามสไตล์หนังไซไฟ เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าหนังอินเดียก็โกไซไฟได้แจ๋วไม่แพ้ใครนะเออ   



4/08/56 
Mahabharata Saga
Raajneeti (2010) / 163 min / Director: Prakash Jha 
งานดัดแปลงจากมหากาพย์มหาภารตะ เป็นหนังการเมืองทันสมัยที่เล่าความขัดแย้งภายในพรรคการเมืองเก่าแก่ เกิดแตกหักนำสู่การแยกตัวของสมาชิกพรรคไปก่อตั้งพรรคใหม่ ยิ่งการเลือกตั้งงวดเข้ามามากเท่าไหร่ การแย่งชิงคะแนนเสียงยิ่งดุเดือดเลือดพล่านมากเท่านั้น นี่ไม่ใช่แค่เกมการเมืองบนกระดานแต่เดิมพันด้วยชีวิตของอีกฝ่าย จนกว่าจะล้างบางให้ตายตกตามกันไปข้าง ตัวหนังถูกวิจารณ์หนาหูว่านำเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์การเมืองอินเดียมาใช้ ทั้งการลอบสังหาร ราชีพ คานธี นายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของอินเดีย และการขึ้นสู่อำนาจของนาง โซเนีย คานธี ภรรยาชาวอิตาลีของนายราชีพ ที่เข้ามาเล่นการเมืองหลังสามีเสียชีวิต



11/08/56 
The Director  
ราช คาปูร์
Mera Naam Joker (1972) / 224 min / Director: Raj Kapoor
ผู้กำกับ-นักแสดง เจ้าของสมญา ‘ชาลี แชปลิน แห่งอินเดีย’ วางรากฐานหนังอินเดียยุคใหม่พร้อมๆ กับนำหนังอินเดียสู่ตลาดโลกคนแรกๆ ด้วยการเข้าชิง Palme d'Or ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ถึงสองครั้งในปี 1951 และ 1954 แม้ตอนทำ Mera Naam Joker เขาจะอายุ 47 ปีแล้ว หากหนังที่เจ้าตัวทั้งสร้าง, กำกับ และแสดงนำเองยังคงทรงพลังอย่างที่สุดจนเป็นมาสเตอร์พีชเรื่องสำคัญของอินเดีย ราช รับบทที่เหมือนล้อตัวเองกลายๆ กับบทบาทตัวตลกที่พยายามอย่างสุดความสามารถในการสร้างเสียงหัวเราะแก่ผู้ชม ทั้งที่ฉากหลังในชีวิตจริงผจญแต่ความขื่นขมจนน้ำตาเป็นสายเลือด




18/05/56
Tamil Cinema 
Mullum Malarum (1978) / 143 min / Director: J. Mahendran 
หนังรักซาบซึ้งผสมประเด็นทางชนชั้นในสังคมอินเดีย ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการหนังทมิฬ ซึ่งปรกติจะถูกมองเป็นลูกไล่หนังบอลลีวูด (หนังพูดภาษาฮินดี-มีฐานผลิตอยู่ที่เมืองมุมไบหรือชื่อเดิมคือบอมเบย์) เพราะนอกจากเนื้อหาจะหนักแน่นถึงแก่นประเด็นทางชนชั้น หนังยังสร้างซุปเปอร์สตาร์คนใหม่ที่จะมีอิทธิพลอย่างสูงต่อวงการหนังทมิฬจวบจนปัจจุบันอย่าง Rajinikanth เขายิ่งใหญ่พอๆ กับ อมิตาป บาจัน ในวงการหนังบอลลีวูดอย่างไรอย่างนั้น แม้พักหลังๆ Rajinikanth จะหันไปเล่นหนังแอ็คชั่นเข้าขั้นคัลท์ไปแล้วก็ตาม แต่ทุกคนไม่เคยลืมว่าครั้งหนึ่งบทบาทที่ดีสุดในชีวิตแกอยู่ในหนังเรื่องนี้! 


25/08/56
Telugu Cinema 
Magadheera (2009) / 166 min / Director: S.S. Rajamouli 
วงการหนังเตลูกูโดดเด่นด้วยการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของเอเชีย มีบริษัททำงานด้านเทคนิคภาพยนตร์ใหญ่ติดอันดับโลก และมีเมืองหนังซึ่งถึงพร้อมในการถ่ายทำหนังทุกประเภท งานช่วงหลังๆ ของที่นี่จึงโดดเด่นด้วยงานด้านเทคนิค ผสมกับเรื่องเล่ามโหฬารข้ามภพชาติเช่น Magadheera เมื่อชาตินึงตัวเอกเป็นยอดนักรบ ชาติถัดมาเขาเป็นเพียงเด็กแว้นซ์ ทว่าเมื่อระลึกชาติได้ ความเก่งเทพในชาติก่อนก็กลับคืนมา ถึงขนาดสู้กับกลุ่มวายร้ายได้เป็นเบือ รวมทั้งพังเฮลิคอปเตอร์ร่วงกลางอากาศได้ด้วยรถจิ๊พคันเดียว! 

1/09/56
The Biopic 
Dr. Babasaheb Ambedkar (2000) / 179 นาที  / Director: Jabbar Patel 
ทุกคนล้วนรู้จักมหาตมะ คานธี แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าในวิธีการต่อสู้แบบสันติอหิงสานั้น ยังมีนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลอีกคนร่วมยุคเดียวกันอย่าง Dr. Babasaheb Ambedkar โดยเฉพาะบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวชักนำให้ชนชั้น Dalit เปลี่ยนมานับถือพุทธ เพื่อลดช่องว่างทางวรรณะที่ศาสนาฮินดูสร้างไว้แก่พวกเขา เพื่อปลดแอกเป็นไทจากการกดขี่ทางสังคม ส่วนตัวหนังเต็มไปด้วยรายละเอียดทางการเมือง-สังคม และข้อแตกต่างทางชั้นชน ผ่านมุมมองของ Dr. Ambedkar ยังปรากฏบุคคลทางการเมืองสำคัญของอินเดียในยุคนั้นหลายต่อหลายคน รวมทั้งคานธีด้วย! 

7.6.13

Bookmoby และ Bookvirus ชวนชม ‘คืนวันหนึ่งที่ถนนตะแลงแกง'




Filmvirus ภูมิใจเสนอ




เนื่องในวันที่ 10 มิถุนายน 2556 จะครบวาระ ครบ 106 ปี มนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสั้นคลาสสิก ผู้ตีพิมพ์เรื่องสั้นหลายร้อยเรื่องตลอดชีวิตการทำงาน  เจ้าของเรื่องสั้นอย่าง จับตาย ท่อนแขนนางรำ และ ซาเก๊าะ    


ร้าน Bookmoby และ Bookvirus ชวนชมคืนวันหนึ่งที่ถนนตะแลงแกงภาพยนตร์สั้นโดย ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ  สร้างจากเรื่องสั้นของ มนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสั้นแห่งสยามประเทศ (ให้เสียงบรรยายโดย ศรัณยู วงศ์กระจ่าง)  


ฉายในวันอังคารที่ 11 มิถุนายน 2556 เวลา  18.30 .ที่ร้าน Bookmoby หอศิลป์กรุงเทพ ฯ (เลื่อนวันฉายหนึ่งวันฉายเพราะวันจันทร์หอศิลป์ปิดทำการ)


พร้อมร่วมวงเสวนากับ กัลปพฤกษ์ และผู้กำกับ ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ 


อำนวยการผลิตโดย จิราพร ใจแปง
เพลงโดย เฉลิมชาติ เจริญดียิ่ง และ ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ
บทภาพยนตร์โดย มนัส จรรยงค์ ดัดแปลงจากเรื่องสั้นชื่อเดียวกันของเขาเอง

1.6.13

แจ้งเปลี่ยนเรื่อง

แจ้งเปลี่ยนเรื่องครับท่านผู้ชม





 
สำหรับโปรแกรม Act of Realities ในวันที่ 2 มิถุนายน 
เนื่องจาก มีปัญหาทางเทคนิค เราจึงขอเปลี่ยนโปรแกรมเป็น 

THE EMPEROR'S NAKED ARMY MARCHES ON
และ 5 BROKEN CAMERAS 




5 BROKEN CAMERAS (EMAD BURNAT/2011/PALESTINE)

สารคดีแบบโฮมเมดทำโดยชายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในพรมแดนระหว่างปาลเสไตน์กับอิสราเอล แรกทีเดียวเขาตั้งใจจะซื้อกล้องวีดีโอมาบันทึกภาพลูกชายคนเล็กที่เพิ่งเกิด แต่เพราะเขาเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่มีกล้องเขาเลยกลายเป็นตากล้องจำเป็นที่บันทึกภาพความดุเดือดโหดเหี้ยของคนในหมู่บ้านที่โดนทหารอิสราเอลรุกไล่ที่ไปเรื่อยๆ

ตลอดเวลาหลายปี หนังเรื่องนี้เติบโตไปพร้อมกับบุตรชายของเขาและความขัดแย้งที่ไม่จบสิ้น หนังทั้งเรื่องคือการบันทึกโดยกล้อง 5ตัวที่พังปทีละตัวจากการอยู่ในความขัดแย้งที่กัดกินผุ้คน เด็กๆเติบโตขึ้น ผู้คนล้มหายตายจาก นี่คือสิ่งที่กล้องบันทึกได้จากคนที่อยู่ข้างในจริง ๆ จนเจ็บปวด 

10.5.12

ฟิล์มไวรัส เสนอ โปรแกรมหนังคาวบอย Ride in the Whirlwind

ฟิล์มไวรัส ชวนชม ดูหนังอย่างชาญชนะ - โปรแกรมหนังคาวบอย Ride in the Whirlwind



ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เชิญชม

Ride in the Whirlwind

ทุกวันอาทิตย์ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม – 16 กันยายน 2555 ตั้งแต่เวลา 12:30 น. เป็นต้นไป

ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี พนมยงค์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

โทรศัพท์ 0-2613-3529 หรือ 0-2613-3530

ชมฟรี!!! (โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ)

คัดเลือกภาพยนตร์โดย: ชาญชนะ หอมทรัพย์, the man who


วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2555 The Great Silence

12.30 น. The Great Train Robbery (US, 1903, 11min) กำกับโดย Edwin S. Porter

The Story of the Kelly Gang (Australia, 1906, 17min) กำกับโดย Charles Tait

The Last of the Mohicans (US, 1920, 73min) กำกับโดย Maurice Tourneur,

Clarence Brown

14.30 น. West of Hot Dog (US, 1924, 30min) กำกับโดย Joe Rock

Go West (US, 1925, 69min) กำกับโดย Buster Keaton



วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม 2555 A Prairie Home Companion (American traditions)

12.00 น. Duel in the Sun (US, 1946, 144min) กำกับโดย King Vidor

14.30 น. Johnny Guitar (US, 1954, 110min) กำกับโดย Nicholas Ray



วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2555

12.30 น. Warlock (US, 1959, 122min) กำกับโดย Edward Dmytryk

14.45 น. One-Eyed Jacks (US, 1961, 141min) กำกับโดย Marlon Brando



วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2555

12.30 น. Greaser's Palace (US, 1972, 91min) กำกับโดย Robert Downey Sr.

14.20 น. The Ballad of Little Jo (US, 1993, 121min) กำกับโดย Maggie Greenwald



วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2555 The Iconics: William S. Hart & Clint Eastwood

12.30 น. Tumbleweeds (US, 1925, 78min) กำกับโดย King Baggot

14.15 น. High Plains Drifter (US, 1973, 105min) กำกับโดย Clint Eastwood



วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน 2555 The Heroic Duo: Jesse James & Wyatt Earp

12.30 น. I Shot Jesse James (US, 1949, 81min) กำกับโดย Samuel Fuller

14.15 น. My Darling Clementine (US, 1946, 78min) กำกับโดย John Ford



วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน 2555 Spaghetti Westerns

12.30 น. The Great Silence (Italy, 1968, 105min) กำกับโดย Sergio Corbucci

14.30 น. The Big Gundown (Italy, 1966, 80min) กำกับโดย Sergio Sollima



วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม 2555 Red Westerns

12.30 น. The Thirteen (USSR, 1936, 90min) กำกับโดย Mikhail Romm

14.15 น. White Sun of the Desert (USSR, 1970, 80min) กำกับโดย Vladimir Motyl



วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม 2555 Viva Latino

12.30 น. Antonio das Mortes (Brazil, 1969) กำกับโดย Glauber Rocha

14.30 น. The Living Coffin (Mexico, 1959) กำกับโดย Fernando Méndez (ซับอังกฤษ)



วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2555 European on the Prairies

12.30 น. Lemonade Joe (Czechoslovakia, 1964, 99min) กำกับโดย Oldrich Lipsky

14.30 น. Winnetou - 1. Teil (Germany, 1963, 101min) กำกับโดย Harald Rein (ซับอังกฤษ)



วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม 2555 Asian Westerns: Dimsum & Masala

12.30 น. Mera Gaon Mera Desh (India, 1971, 150min) กำกับโดย Raj Khosla (ซับอังกฤษ)

15.15 น. Welcome to Shama Town (China, 2010, 104min) กำกับโดย Weiran Li (ซับอังกฤษ)



วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน 2555 Lonesome Cowboys

12.30 น. Lonely are the Brave (US, 1962, 102min) กำกับโดย David Miller

14.30 น. A Girl is a Gun (France, 1971, 75min) กำกับโดย Luc Moullet



วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน 2555 Cowboys from another Planets

12.30 น. El Topo (Mexico, 1970, 125min) กำกับโดย Alejandro Jodorowsky

14.45 น. Don't Touch the White Woman! (France, 1974, 108min) กำกับโดย Marco Ferrer



วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2555 Modern Westerns

12.30 น. Bring Me the Head of Alfredo Garcia (US, 1974, 112min) กำกับโดย Sam Peckinpah

14.30 น. Dead Man (US, 1995, 121min) กำกับโดย Jim Jarmusch



เรื่องย่อภาพยนตร์



The Great Train Robbery (US, 1903, 11min) กำกับโดย Edwin S. Porter

หนังคาวบอยเรื่องแรกของโลก เล่าถึงวีรกรรมปล้นรถไฟสุดอุกอาจของกลุ่มโจรปืนไว ที่หลังปฏิบัติการณ์สำเร็จก็หลบหนีการไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ไปตามแนวป่า และจบลงด้วยสงครามปืนสุดเดือดระหว่างสองฝ่าย



The Story of the Kelly Gang (Australia, 1906, 17min) กำกับโดย Charles Tait

หลังกระทบกระทั่งกับตำรวจรวจมาตลอดหลายปีจนถึงขั้นลงมือสังหารตำรวจนายหนึ่ง เหล่าแก็งค์โจรตระกูลแคลลี่นำโดย เนด เคลลี่ ผู้เกรียงไกร ก็โดนตำรวจทั้งกรมไล่ล่าทั่วแดน แต่เขาไม่ยอมจำนน กลับเลือกสู้ตายถวายหัวแม้จะถูกต้อนให้จนมุมแค่ไหนก็ตาม



The Last of the Mohicans (US, 1920, 73min) กำกับโดย Maurice Tourneur, Clarence Brown

ช่วงสงครามแย่งชิงดินแดนอเมริกาตอนเหนือระหว่างทัพฝรั่งเศสกับอังกฤษ คอร่า และอลิซ มันโร สองสาวชาวอังกฤษต้องเดินเท้าฝ่าเดนอันตรายที่มีทั้งกองทหารฝรั่งเศส, อินเดียนแดงบ้าเลือด ตามไล่ล่าเธอ โดยมี ‘ฮอว์กอาย’ หนุ่มผิวขาวที่ถูกอินเดียนแดงเก็บไปเลี้ยง อาสานำทางสู่ค่ายทหารที่พ่อเธอบัญชาการอยู่



West of Hot Dog (US, 1924, 30min) กำกับโดย Joe Rock

แสตน ลอร์เรล ดาวตลกยอดนิยมฉายเดี่ยวในหนังผจญดินแดนตะวันตก เมื่อการเดินทางไปรับมรดกก้อนโตตามพินัยกรรมของลุง ซึ่งหนึ่งในนั้นมีซาลูน ‘The Last Chance Saloon' อันโอ่อ่าไมได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะยังมีมารผจญเป็นกลุ่มโจรสุดเหี้ยมนำโดย ไมค์ ที่ดันมีข้อระบุในพินัยกรรมว่าจะได้สมบัตินั้นด้วย ..ถ้าลอร์เรลตาย!



Go West (US, 1925, 69min) กำกับโดย Buster Keaton

บัสเตอร์ คีตัน สวมบทนักเสี่ยงโชคมุ่งหน้าสู่แดนตะวันตก แล้วจับพลัดจับพลูได้ทำงานเป็นโรดีโอขี่ม้าผาดโผน, คาวบอยดูแลฝูงวัว ไปจนถึงทำฟาร์มโคนม แต่เมื่อวัวนมแสนรักกำลังถูกต้อนเข้าโรงฆ่าสัตว์ เขาจึงบุกเข้าไปช่วยให้เป็นอิสระ ก่อนจะพลาดปล่อยฝูงวัวมหาศาลหลุดวิ่งตะลุยสู่กลางเมืองแอลเออันแสนวุ่นวาย!



Duel in the Sun (US, 1946, 144min) กำกับโดย King Vidor

สาวลูกครึ่งเม็กซิกัน-อเมริกัน ต้องระเหเรร่อนไปอยู่กับเพื่อนรักพ่อที่จำใจรับมาอยู่ด้วย หลังพ่อเธอถูกจับแขวนคอในคดีฆ่าแม่กับชู้รัก ความสาวและสวยทำให้ใครต่อใครหลงไหลเธอ หากหญิงสาวกลับมีใจรักเดียวแก่เจสซี่ลูกชายคนโตของเพื่อนพ่อ ขณะที่ลิวท์ (เกรเกอรี่ เป็ค) ลูกชายคนเล็กนิสัยกักขฬะบุกขืนใจเธอในคืนหนึ่ง ไม่ว่าจะเพื่อครอบครองหรือเอาชนะพี่ชาย แต่มันได้นำมาซึ่งโศกนาฏกรรมรัก-แค้นที่ทำลายครอบครัวนี้ให้ย่อยยับโดยทั้งคู่ไม่รู้ตัว



Johnny Guitar (US, 1954, 110min) กำกับโดย Nicholas Ray

เวียนนา (โจน ครอว์ฟอร์ด) สาวแกร่งเจ้าของซาลูนตกเป็นขี้ปากชาวบ้านฐานมีสัมพันธ์สวาทกับมหาโจร จวบจนเหตุปล้นครั้งใหญ่ทำให้ทุกคนในเมืองมองว่าเธอสมรู้ร่วมคิด นำมาสู่การตั้งศาลเตี้ยนำโดยสาวคู่แค้นปลุกระดมให้บุกจับเธอแขวนคอ-เผาซาลูนเสีย จะมีก็เพียงนักกีตาร์หนุ่มนิรนาม (สเตอร์ลิ่ง เฮย์เด่น) ที่ช่วยเหลือเธอได้



Warlock (US, 1959, 122min) กำกับโดย Edward Dmytryk

ชาวเมืองหมดความอดทนกับแก็งค์โจรป่วนเมืองจนต้องจ้าง เคลย์ และ ทอม คู่หูนายอำเภอมือปราบเข้ามาจัดการ แต่ไม่ทันจะทำอะไรก็มีเรื่องยุ่งๆ ทั้งหญิงต่างถิ่นที่มาเยือนหมายล้างแค้นทั้งคู่, เคลย์อยากแต่งงานกับสาวงามประจำเมือง รวมทั้งพร้อมทิ้งทอมเลิกอาชีพนี้เสีย ทำให้ทอมขอนองเลือดกับเพื่อนรักดีกว่าถูกทิ้งให้เดียวดาย



One-Eyed Jacks (US, 1961, 141min) กำกับโดย Marlon Brando

ริโอ มือปืนดีเดือดแหกคุกเพื่อตามล้างแค้นเพื่อนเก่า ลองเวิร์ธ ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นนายอำเภอมือสะอาดแห่งแคลิฟอร์เนียร์ไปแล้ว มันคงไม่ยากอะไรถ้าไม่เขาไม่เกิดตกหลุมรักลูกเลี้ยงเพื่อนคู่แค้นรายนี้ พร้อมๆ กับวางแผนปล้นธนาคารในเมืองไปด้วยกัน



Greaser's Palace (US, 1972, 91min) กำกับโดย Robert Downey Sr.

นักแสวงบุญเดินทางรอนแรมสู่เมืองเถื่อน ด้วยหวังว่าจะหางานเป็น ‘นักเต้นกินรำกิน’ เลี้ยงชีพไปวันๆ หากเขากลับถูกหมายหัวจากเจ้าพ่อประจำเมือง ทว่าเมื่อเขาเกิดช่วยชุบชีวิตลูกชายเจ้าพ่อได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ตามมาด้วยเรื่องราวพิลึกพิลั่นมากมายที่คล้ายดั่งการนำตำนานพระเยซูมาเล่าใหม่ก็ไม่ปาน



The Ballad of Little Jo (US, 1993, 121min) กำกับโดย Maggie Greenwald

โจเซฟีน โมนากัน สาวเคราะห์ร้ายโดนคนใกล้ตัวข่มขืนจนท้อง เธอตัดสินใจหนีออกจากบ้านและพบว่าชีวิตผู้หญิงในโลกตะวันตกนี่บัดซบเพียงใด ทางเดียวที่จะรอดคือเธอต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น ‘ผู้ชาย’ ด้วยการแต่งกายเช่นบุรุษ, ใช้ชื่อ โจ และหางานทำในเหมืองหินยังเมืองไกล พร้อมๆ กับเอาชีวิตรอดด้วยวิถีนักเลงปืน



Tumbleweeds (US, 1925, 78min) กำกับโดย King Baggot

เมื่อรัฐบาลเปิดการแข่งขันแย่งชิงผืนดินที่ให้ใครก็ตามที่ควบม้าวิ่งเข้าเส้นชัยในเวลาที่กำหนด จะได้รับผืนดินในแถบโอกลาโฮม่าไปครอง ดอน คาร์เวอร์ เป็นหนึ่งในคนที่หมายใจร่วมเข้าแข่งครั้งนี้ เพื่อจะได้มีที่ดินผืนเล็กๆ ปลูกบ้านใช้ชีวิตกับสาวคนรัก แต่เขากลับถูกจับก่อนเริ่มแข่งไม่กี่วันและมีเพียงคู่หูตัวแสบที่ช่วยเหลือเขาได้



High Plains Drifter (US, 1973, 105min) กำกับโดย Clint Eastwood

เมืองไกลปืนเที่ยงถูกคุกคามโดยเหล่าโจรร้าย นายอำเภอคนแล้วคนเล่าถูกฆ่าอย่างทารุณโดยไม่มีใครช่วยเหลือ กระทั่งการมาถึงของคาวบอยนิรนามผู้ถูกชาวเมืองรวมกันจ้างวานให้ปกป้องพวกเขา แต่หลังสอนการใช้ปืนและยุทธวิธีการต่อสู้ทั้งหมดให้ ชาวเมืองกลับรวมหัวหักหลังลอบฆ่าเขา เพียงเพื่อจะพบว่าเมื่อโจรร้ายได้หวนกลับมาล้างแค้นชาวเมือง ไม่มีใครอยู่ปกป้องพวกเขาอีกแล้ว และที่นี่กำลังกลายเป็น ‘นรก’ สำหรับทุกคน



I Shot Jesse James (US, 1949, 81min) กำกับโดย Samuel Fuller

หลังฆ่าจอมโจรคนดัง เจสเส เจมส์ เพื่อหวังเงินรางวัลนำจับหมื่นเหรียญ เพราะ โรเบิร์ต ฟอร์ด เชื่อว่าเงินเหล่านี้จะนำพาความสุขมาให้รวมทั้งพิชิตใจคนรักได้เสียที หากชีวิตเขากลับดำดิ่ง ถูกประนามเป็นไอ้ขี้ขลาด, ได้เงินค่าหัวแค่ห้าร้อย, ติดคุก, แถมแฟนสาวยังหมางเมิน และยังต้องหนีการไล่ล่าจากมือปืนทั่วแดนที่หมายฆ่า ‘ชายผู้ฆ่าเจสเส เจมส์’



My Darling Clementine (US, 1946, 78min) กำกับโดย John Ford

การเสียชีวิตของน้องชายคนเล็กสุดในตระกูลเอิร์พพร้อมๆ กับวัวควายนับร้อยที่หายไปไร้ร่องรอย ทำให้ ไวแอต เอิร์พ รวมทั้งพี่น้องอีกสองคน กลับมาจับปืนสวมตรานายอำเภอประจำเมือง ‘ทูมสโตน’ เพื่อหมายล้างแค้น ‘พวกแคลนตัน’ วายร้ายตัวเอ้ที่ปล้นชิงวัวควายและต้องสงสัยว่าเป็นฆาตรกร ก่อนเข้าสู่สงครามปืนกับพวกแคลนตัน ณ คอกม้า O.K. Corral โดยมีนักพนันและสิงปืนไว ด็อค ฮอลลิเดย์ เคียงข้าง



The Great Silence (Italy, 1968, 105min) กำกับโดย Sergio Corbucci

มือปืนใบ้รับงานกวาดล้างพวกนักล่าค่าหัวจอมถ่อยในเมืองไกล โดยมีนายอำเภอคอยจับตาทั้งสองฝ่ายไม่ห่าง รวมทั้งเหล่าพวกคนนอกกฏหมายที่เฝ้ารอกลับเข้าเมือง แต่ทั้งหมดนั้นไม่ง่ายเลยเพราะเหล่านักล่าค่าหัวยังมีเศรษฐีใหญ่ประจำเมืองคอยหนุนหลังอยู่ ด้วยเป้าหมายขจัดทุกคนที่ขวางทางเขา



The Big Gundown (Italy, 1966, 80min) กำกับโดย Sergio Sollima

คูชินโญ่ หนุ่มเม็กซิกันหนีคดีฆ่าข่มขืนเด็กสาวผิวขาวไปสุดชายแดนเท็กซัสสู่เม็กซิโก พร้อมๆ กับหนีการไล่ล่าจากมือปืนจอมเก๋าที่รับคำสั่งนักการเมืองใหญ่ในเท็กซัส แต่ระหว่างนั้นทั้งผู้ล่าและถูกล่าได้เรียนรู้ถึงความจริงบางอย่าง ก่อนตระหนักว่าพวกเขาเป็นแค่เบี้ยในเกมการเมืองที่มีความตายเป็นเครื่องมือสำคัญ



The Thirteen (USSR, 1936, 90min) กำกับโดย Mikhail Romm

กองทหารม้าเฝ้าอารักขาคาราวานคนเมืองผ่านทุ่งทะเลทรายรกร้าง หลังจากหลุดพ้นจากโหมพายุหฤโหด ดูท่าว่าทั้งกองม้าจะได้แล่นตะบึงหลงเข้าสู่ภูมิทัศนอันไม่คุ้นชิน ที่แท้จริงแล้วคือถิ่นของเหล่าโจรทะเลทรายที่คอยท่าปล้นสดมภ์เหล่านักเดินทางผู้หลงเข้าสู่เงื้อมมือ



White Sun of the Desert (USSR, 1970, 80min) กำกับโดย Vladimir Motyl

เฟดอร์ ผู้พันหนุ่มที่เพิ่งปลดประจำการจากกรำศึก เดินทางกลับมาตุภูมิด้วยใจที่คับคั่งอื้ออึงด้วยภาพของคนรักที่ห่างเหินไปแสนนาน ระหว่างทางอันแสนหดหู่ด้วยทะเลทรายลับตาเขาเฝ้าเขียนจดหมาย-ที่ไมเคยส่ง-บอกเล่าการโลดโผนผจญภัยให้กับเธอ ทว่าการเดินทางยังคงไม่สิ้นสุด เฟเดอร์ ต้องเข้ารับหน้าที่คุ้มกันเหล่าสาวงามจากฮาเร็มให้รอดเงื้อมมือหฤโหดของจอมโจรทะเลทราย อดุลลา ที่หมายจะเอาชีวิตสาวเจ้า



Antonio das Mortes (Brazil, 1969) กำกับโดย Glauber Rocha

29 ปีให้หลังจากการปราบ Corisco มหาโจรคนสุดท้ายแห่งดินแดนใต้ฟ้าอาทิตอุทัย Antonio หรือปีศาจดำ (the black god) วีรบุรุษผู้ที่ทั้งชีวิตชาชินอยู่กับการประหัตประหารเหล่าร้ายกำลังจมจ่อมอยู่กับความว่างเปล่าของชีวิต จนกระทั่งการลุแก่อำนาจของบารอนเฒ่าได้จุดไฟร้อนระอุให้แก่ดินแห่งนี้อีกครั้ง กระตุกหนวดของเสื้อถ้ำอย่าง Antonio ให้ออกผจญยุทธจักรที่เขาคุ้นชินอีกครั้งหน



The Living Coffin (Mexico, 1959, 72min) กำกับโดย Fernando Méndez

คาวบอยหนุ่มกับคู่ดูเดินทางสู่เมืองแห่งหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความลึกลับกับค่ำร่ำลือถึงคำสาปของสาวใหญ่ผู้ตายจากอย่างมีเงื่อนงำ ต่อผู้คนในบ้านไร่รวมทั้งลูกสาวคนสวยที่ทั้งคู่ไปขอพักอาศัยอยู่ด้วย

ไม่ช้าก็มีผู้คนล้มตายศพแล้วศพเล่า ชาวบ้านเชื่อกันว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะตุ๊กตาสีแดงที่คาวบอยหนุ่มนำติดตัวมาด้วย มันคือตุ๊กตาอาถรรพ์ที่ปลุกวิญญาณร้ายให้ตื่นขึ้นล้างแค้นด้วยเลือด



Lemonade Joe (Czechoslovakia, 1964, 99min) กำกับโดย Oldrich Lipsky

หมู่บ้านไกลปืนเที่ยงกลางทะเลยทราย ถิ่นของเหล่าอาชกรเสร็งเคร็งสุดเงื้อมมือของกฏหมาย ไอ่หนุ่ม Lemonade Joe ฮีโร่ในชุดเลื่อมเงินผู้นิยมกระดกน้ำมะนาวแทนเหล้า ควบม้าเข้าสู่เมืองพร้อมประกาศก้องกับการมาของกฏหมาย แต่การจะสร้างขื่อแปใก้แก่บ้านป่าเมืองเถือนแห่งนี้ไม่ใช่ของง่าย เมื่อต้องผจญกับขุนโจรขาใหญ่ Hogo Fogo และผองสมุน



Winnetou - 1. Teil (Germany, 1963, 101min) กำกับโดย Harald Rein

การก่อสร้างทางรถไฟทอดสู่ดินแดนของอินเดียนแดง นำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนพื้นเมืองและบริษัทการรถไฟ กลายเป็นสงครามย่อมๆ ที่เปิดช่องให้แก็งค์โจรของแซนเตอร์ ลอบบุกเข้าเขตศักดิ์สิทธิ์ของพวกอินเดียนแดงด้วยเชื่อว่ามีขุมทองอยู่ มีเพียง โอลด์ แชตเตอร์แฮนด์ พรานมือฉมังชาวเยอรมันกับพี่น้องร่วมสาบาน ไวนน์ตู Winnetou หัวหน้าเผ่าอปาช่าจะร่วมมือหยุดยั้งแผนชั่วนี้ได้



Mera Gaon Mera Desh (India, 1971, 150min) กำกับโดย Raj Khosla

หลังออกจากคุก อาจิตต์ หัวขโมยตัวแสบก็ได้โอกาสกลับตัวครั้งใหม่ เมื่อนายพันแขนพิการชักชวนให้เขามาปกป้องหมู่บ้านไกลปืนเที่ยง ซึ่งถูกคุกคามโดยมหาวายร้าย จับบาร์ สิงห์ แต่เขาจะทำอะไรได้ในเมื่อชาวบ้านหวาดกลัวหัวหด มีแค่อันจู สาวงามเมืองกับ ดากัต นางระบำเร่คอยช่วยเหลือเขาเท่านั้น



Welcome to Shama Town (China, 2010, 104min) กำกับโดย Weiran Li

เมืองเล็กๆ ทางเหนือของจีนที่ใกล้ตายด้วยแทบไม่มีรายได้ใดๆ หมุนเวียน ไร้นักท่องเที่ยว ไร้งาน ร้อนจน เกาเพ่ง พ่อเมืองหัวเสปั้นแผนโปรโมตเมืองสุดเก๋ด้วยการนำตำนานโบราณ ว่าด้วยกลุ่มโจรที่เคยขโมยสมบัติของราชวงศ์ชิงมาซุกซ่อนในเมืองแถบเหนือ มาโมเมว่าเมืองในตำนานนั้นคือที่นี่แหละ! เพื่อหวังดึงดูดนักท่องเที่ยวให้แห่เหนมาล่าสมบัติ แต่กลับดึงดูดโจรทั่วโลกมาชุมนุมเพื่อล่าขุมทองกันที่นี่แทน



Lonely are the Brave (US, 1962, 102min) กำกับโดย David Miller

โลกยุคใหม่อาจเป็นแดนศิวิไลซ์สำหรับคนส่วนใหญ่ แต่กับ แจ็ค เบิร์นส์ มันคือนรกทั้งเป็น เขาโหยหาคุณค่าของลูกผู้ชายที่ ‘ทำในสิ่งที่ถูกต้อง’ นำมาสู่การเข้าคุกเพื่อช่วยเพื่อนรัก หากกลับถูกปฏิเสธจนแจ็คตัดสินใจแหกคุกเพียงลำพัง ก่อนใช้เพียงม้าคู่ใจตะลุยป่าฝ่าดงหนีการไล่ล่าของตำรวจที่พร้อมทั้งรถยนต์และเฮลิคอปเตอร์ เพื่อพิสูจน์คุณค่าแห่งวีถีลูกผู้ชายแบบเก่าที่เขาเชื่อมั่นเสมอมา



A Girl is a Gun (France, 1971, 75min) กำกับโดย Luc Moullet

การเดินทางประหลาดโลกของหนุ่มคาวบอยหน้ามน Billy the kid กำลังหลบหนีการไล่ล่าที่เเห่งหนหนึ่ง ณ ตะเข็บชายแดน Mexico ด้านหนึ่งเป็นจอมโจรผู้โหดเหี้ยมทว่าประดักประเดิดด้วยความผิดพลาดอยู่ทุกเมือ่ Billy ลอบติดตามหนุ่มนักเดินทางสู่ทะเลทรายเวิ้งว้างซึ่งลงท้ายด้วยการปล้นฆ่าอย่างเหี้ยมโหด เขาออกเดินทางโดดเดี่ยวอีกคราโดยที่หารู้ไม่ว่าสาวคู่รักของหนุ่มเคราะห์ร้ายกำลังเฝ้าติดตามด้วยแรงแค้นสุมอก



El Topo (Mexico, 1970, 125min) กำกับโดย Alejandro Jodorowsky

มือปืนพเนรจรนาม เอล โทโป กระเตงลูกชายวัยหกขวบเดินทางข้ามทะเลทรายก่อนพบหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยซากศพ เขาตัดสินใจตามล่า ‘ผู้พัน’ ที่กระทำการเหี้ยมโหดนี้ ด้วยความช่วยเหลือของหญิงสาวลึกลับสองคน แต่ก่อนถึงตัวบงการเขาต้องผ่าน 4 สุดยอดมือปืนและดินแดนพิลึกพิลั่นสุดหยั่งถึง



Don't Touch the White Woman! (France, 1974, 108min) กำกับโดย Marco Ferrer

มหานคร ปารีส ในยุคที่ไม่สามารถจำกัดความถึงช่วงเวลา เหล่ากองทับคาวบอยหลงยุคนำโดยนายพล George Armstrong Custer และ Buffalo Bill ทหารพรานทุพพลภาพ อีกด้านหนึ่งทางฝ่ายอินเดียนคู่แค้นนาม Mitch นั้นเปิดร้านขายของที่ระลึกอินเดียนแดงอยู่อีกฟากหนึ่งของเมือง เมื่อเหตุการณ์ระอุถึงขึ้นแตกหัก สมรภูมิระหว่างเหล่าอินเดียนเจ้าถิ่นกับกองพันคาวบอยนั้นมีขึ้น ณ เขตพื้นที่ก่อสร้างกลางหมานครปารีส ซึ่งในช่วงขณะเวลาเดียวกันนั้น อเมริกา ที่นำโดย Richard Nixon กำลังรุกคืบเข้าสู่เวียดนาม



Bring Me the Head of Alfredo Garcia (US, 1974, 112min) กำกับโดย Sam Peckinpah

งานหมูๆ อย่างการนำหัว การ์เซียร์ หนุ่มดวงกุดที่ถูกฆ่าตายในโรงแรมจิ้งหรีดไปขึ้นเงินค่าหัวกับเจ้าพ่อตัวเอ้แห่งเม็กซิโก ทำให้ เบนนี่ นักเปียนโนต๊อกต๋อยในผับซ่อมซ่อริมชายแดนจะได้กลับสู่อเมริกาซักที แถมยังมี เอลิต้า สาวเม็กซิกันคนงามร่วมเดินทางไปด้วย แต่เขาหารู้ไม่ว่าเส้นทางนี้กลายเป็นนรก เมื่อต้องผจญทั้งแก็งค์มอเตอร์ไซค์ขี้ยา และบรรดาญาติๆ สุดเหี้ยมของการ์เซียร์ที่ตามล่าหัวเขาไม่ลดละ



Dead Man (US, 1995, 121min) กำกับโดย Jim Jarmusch

วิลเลี่ยม เบลค นักบัญชีหนุ่มมุ่งหน้าสู่แดนตะวันตกเพื่องานใหม่ แต่กลับพลั้งมือฆ่านักเลงปืนเจ้าถิ่นจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน แถมถูกยิงปางตายจนกลายเป็น ‘คนครึ่งผี’ โชคดีที่มีหมอผีอินเดียนแดงช่วยไว้ รวมทั้งพาเขาหลบหนีการตามล่าจากทั้งมือปืนและบาทหลวง เพื่อมุ่งหน้าไปยังแม่น้ำสู่ปรโลก เพื่อที่เบลคจะได้ตายอย่างสงบ

15.2.12

POLISH NEW WAVE

ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เชิญชม

POLISH NEW WAVE : a phenomenon that never existed

ทุกวันอาทิตย์ระหว่างวันที่ 12 กุมภาพันธ์ – 1 เมษายน 2545 ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป
ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โทรศัพท์ 0-2613-3529 หรือ 0-2613-3530

ชมฟรี!!! (โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ)

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์
12.30 น. The Last Day of Summer (1958, 66min) กำกับโดย Tadeusz Konwicki
14.00 น. Nobody's Calling (1960, 86min) กำกับโดย Kazimierz Kutz

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์
12.30 น. Identification Marks: None (1964, 73min) กำกับโดย Jerzy Skolimowski
14.15 น. Barrier (1966, 77min) กำกับโดย Jerzy Skolimowski

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์
12.30 น. The Structure of Crystal (1969, 74min) กำกับโดย Krzysztof Zanussi
14.15 น. The Illumination (1973, 87min) กำกับโดย Krzysztof Zanussi

วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม
12.30 น. The Third Part of the Night (1971, 95min) กำกับโดย Andrzej Zulawski
14.30 น. The Hour-Glass Sanatorium (1973, 124min) กำกับโดย Wojciech Has

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม
12.30 น. The Days of Matthew (1968, 80min) กำกับโดย Witold Leszczynski
14.15 น. Konopielka (1983, 95min) กำกับโดย Witold Leszczynsk

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม
12.30 น. Through and Through (1973, 70min) กำกับโดย Grzegorz Krolikiewicz
14.15 น. Permanent Objections (1975, 70min) กำกับโดย Grzegorz Krolikiewicz

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม
12.30 น. The Hydro-riddle (1970, 70min) กำกับโดย Andrzej Kondratiuk
14.00 น. Golem (1980, 89min) กำกับโดย Piotr Szulkin

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน
12.00 น. Mother Joan of the Angels (1961, 110min) กำกับโดย Jerzy Kawalerowicz
14.00 น. Pharaoh (1966, 180min) กำกับโดย Jerzy Kawalerowicz

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน
12.30 น. Wojciech Wiszniewski's short documentaries (1967-78) กำกับโดย Wojciech Wiszniewski
14.30 น. Kazimierz Karabasz's short documentaries (1955-1973) กำกับโดย Kazimierz Karabasz

เรื่องย่อภาพยนตร์

Mother Joan of the Angels (1961, 110min) กำกับโดย Jerzy Kawalerowicz
ย้อนเรื่องราวสู่โปแลนด์ในยุคกลาง เมื่อเหล่าแม่ชีประจำโบสถ์ในถิ่นไกลที่ต่างดูเหมือนว่าตกอยู่ใต้มนต์สะกดแห่งซาตาน เลยเถิดสู่การลงโทษเผาทั้งเป็นต่อนักบวช นายหนึ่ง เป็นเหตุให้หลวงพ่อซูรินต้องเดินทางเพื่อเสาะหาความจริง

Pharaoh (1966, 180min) กำกับโดย Jerzy Kawalerowicz
การสิ้นพระชนย์ของฟาโรห์องค์ก่อน นำมาซึ่งการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างเหล่าผู้จงรักภักดีต่อองค์ฟาโรห์รามเสสที่6ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ และกลุ่มนักบวชผู้ต้องการยึดครองอำนาจเป็นของตน

The Last Day of Summer (1958, 66min) กำกับโดย Tadeusz Konwicki
สองคู่ตุนาหงันพบกันกลางท่ามกลางทะเลทรายอันโดดเดี่ยว ทว่าสถานที่แห่งนั้นเปล่าเปลี่ยวเกินกว่าที่จะพร่ำเพลงรัก แต่มันพาทั้งคู่ตกเข้าสู่ภวังค์แห่งความทรงจำอันเงียบงันจากสงครามอันยากจะลบเลือน

Nobody's Calling (1960, 86min) กำกับโดย Kazimierz Kutz
สร้างจากนิยายชื่อเดียกันซึ่งไม่เคยถูกตีพิมพ์ในโปแลนด์ของ Jozef Hen เล่าเรื่องชะตาชีวิตชาวโปแลนด์ในยุคข้าวยากหมากแพงในช่วงสงคราม ผ่านตัวละครสองหนุ่มสาวอันเป็นดั่งภาพแทนของการเฝ้ามองสู่ความหวังและความฝัน

Identification Marks: None (1964, 73min) กำกับโดย Jerzy Skolimowski
หนุ่มนักศึกษาวิชามีนวิทยาผู้เหลือเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการใช้ชีวิตปกติสุขและจัดการสิ่งที่คั่งข้าง ก่อนที่ต้องเดินหน้าเข้าสู่รั้วกองพันเข้าสู่การเป็นทหารที่จะพรากชีวิตวัยหนุ่มเขาไปตลอดกาล

Barrier (1966, 77min) กำกับโดย Jerzy Skolimowski
บทบันทึกการไม่ยอมจำนนต่อสังคมและรัฐของวัยหนุ่มเล่าเรื่องผ่าน นักศึกษาแพทย์ผู้ออกเดินสู่หนทางโดดเดี่ยวเพื่อค้นหาโลกใหม่และทะลายม่านหมอกแห่งความหวดกลัวของสังคมเผด็จการ

The Structure of Crystal (1969, 74min) กำกับโดย Krzysztof Zanussi
มาเร็คนักฟิสิกส์ชื่อก้องมุ่งหน้าสู่ต่างเมืองเพื่อพบกับแจนเกลอเก่าเมื่อครั้งเป็นนักศึกษา ทว่าดูเหมือนว่าแจนนั้นได้หลีกหนีจากสังคมโดยสิ้นเชิงและดำดิ่งเข้าสู่จิตวิญญาณภายใน

The Illumination (1973, 87min) กำกับโดย Krzysztof Zanussi
เรื่องราวตามติดชีวิตของเด็กหนุ่มฟรานซิสเซกตั้งแต่ครั้งเข้าเรียนสู่เดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัย ที่นอกเหนือจากจากชีวิตการเรียนแล้ว การดำดิ่งสู่การเรียนรู้ก้นบึ้งที่แท้จริงของชีวิตนั้นนำพาเขาเข้าสู่โลกใบที่แท้จริง

The Third Part of the Night (1971, 95min) กำกับโดย Andrzej Zulawski
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มิคาลผู้สูญสิ้นทั้งลูกและภรรยากับความโหดร้ายชองนาซี เขาโซซัดโซเซพลัดหลงสู่เมืองหนึ่ง และได้รับการช่วยเหลือจากหญิงสาวที่ละม้ายคล้ายกับภรรยาผู้จากไปของมิคาลยิ่งนัก

The Hour-Glass Sanatorium (1973, 124min) กำกับโดย Wojciech Has
โจเซฟเดินทางมุ่งหน้าชนบทเพื่อเยี่ยมผู้เป็นพ่อที่สถานพักฟื้นผู้ป่วย การเดินทางด้วยรถไฟนั้นกระตุ้นความทรงจำและจินตนาการพันลึกเข้าแทรกซ้อนปนเปเกิดเป็นเรื่องราวเขาวงกตพิสดารที่ทาบทับกันระหว่างความจริงและความ

The Days of Matthew (1968, 80min) กำกับโดย Witold Leszczynski
มาเทอุซชายหนุ่มผู้แปลกแยกต่อโลกผู้อาศัยอยู่กับน้องสาวในหมู่บ้านชนบท วันหนึ่งเมื่อน้องสาวแสนสวยเกิดตกหลุมรักเข้ากับไอ่หนุ่มช่างตัดไม้ ความโดดเดี่ยวและสับสนยิ่งเท่าทวีเข้าสุมรุมในจิตใจของเขา

Konopielka (1983, 95min) กำกับโดย Witold Leszczynsk การมาของครูคนใหม่ ที่ความสาวสวยของเธอ สร้างความวุ่นวายแก่หมู่บ้านเงียบสงบอย่างมโหฬาร โดยเฉพาะกับคาซิอุซชายชาวนาผู้จับจดที่ตกหลุมรักเธอเข้าอย่างเต็มเปา

Through and Through (1973, 70min) กำกับโดย Grzegorz Krolikiewicz
มาลิซและมาเรียคู่สามีภรรยาปากกัดตีนถีบกับการทำงานหาเลี้ยงชีพจากวันสู่คืน แถมทั้งยังต้อง อดทนต่อคำสบประมาทของครอบครัว ท้ายที่สุดความกดดันบีบเค้นให้ทั้งคู่ต้องเดินหน้าเข้าสู่ด้านมืด

Permanent Objections (1975, 70min) กำกับโดย Grzegorz Krolikiewicz
ฟราเซ็ก อาชญากรและนักพนันตัวร้าย ที่แม้ว่าอายุจะล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคนแต่มองไม่เห็นแม้แต่ความมุ่งหวังและอนาคตของชีวิต จนกระทั่งความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งเขาได้พบกับชายผู้แรกพบนั้นดูคลับคล้ายกับเจ้าหน้าที่รับรัฐบาล

The Hydro-riddle (1970, 70min) กำกับโดย Andrzej Kondratiuk
วิกฤตการณ์โลกร้อนประทุสู่จุดสูงสุด น้นั้นเป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าเพชรนิลจินดา แต่การสูญหายอย่างไร้ร่องรอยของของเครื่องปฏิสารพลังน้ำ เป็นเหตุให้ ยอดมนุษย์ประหลาดโลกต้องออกสืบค้นหาความจริงเพื่อกู้โลกสู่ความสงบสุข

Golem (1980, 89min) กำกับโดย Piotr Szulkin เมื่อโลกเข้าสู่วันที่วิทยาศาสตร์เข้าสู่จุดสูงสุด เทคโนโลยีสามารถเข้าควบคุมจิตใจของมนุษย์ครึ่งจักรกล แต่ปัญหาเริ่มตั้งเค้าเมื่อหนึ่งในนั้นบังเกิดความรู้สึกนึกคิดถึงอิสระภาพ

15.9.11

French Oldies is back! ฟิล์มไวรัสจัดพานหนังฝรั่งเศสคืนเรือน

นานทีได้คืนเหย้ากับเขาอีกสักที หลังจากงาน "ปฏิบัติการหนังทุนน้อย" และ "งานเทศกาลหนังนับญาติ (ฝรั่งเศส-เยอรมัน)" เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ซึ่งคราวนี้ก็เป็นโปรแกรมหนังชุดสับเซ็ตขนาดเล็กของอันที่เพิ่งจบไปที่ธรรมศาสตร์นั่นเอง (http://dkfilmhouse.blogspot.com/2011/08/que-reste-t-il-de-nos-amours.html)โดยได้ฤกษ์ดีอีกหน ย้อนกลับไปยังสำนักงานใหญ่ของฝรั่งเศสอีกครั้ง ในวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ 16, 17, 18 กย. นี้ที่สมาคมฝรั่งเศส ถ. สาทรใต้

ทั้งหมดเป็นโปรแกรมหนังฝรั่งเศสก่อนยุคนิวเวฟ 60 ที่ บิ๊ก คนขยันเป็นธุระจัดให้ชม

ในงานมีทั้งหนังของ Jean Renoir, Jean Vigo และ Alexandre Astruc

เชิญมาชมได้ ก่อนที่สมาคมฝรั่งเศสจะย้ายนิวาสถานในปีหน้า

ชมฟรี เช่นเดิม - Admission Free

โปรแกรมที่นี่:http://bangkok101.com/2011/09/prenouvelle-vague-weekend/

9.9.11

Romania Model (ฉายหนัง + สนทนาภาพยนตร์โรมาเนีย)

The Reading Room และ Filmvirus

เสนอโปรแกรม Romania Model โดยฉายภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Videograms of a Revolution และ Autobiography of Nicolae Caucescu

ตามด้วยการเสวนาเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆของการปฏิวัติโรมาเนีย โดย อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และเคโกะ เซ ดำเนินการสนทนาโดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา / Filmsick (ชมฟรี)

The Reading Room and Filmvirus presents

"Romania Model" program: screenings of two documentaries:

"Videograms of a Revolution" +
"Autobiography of Nicolae Caucescu"

followed by a talk on Romanian Revolution, Nicolae Caucescu, and the media by Assistant Prof. Suthachai Yimprasert and Keiko Sei

on Saturday, September 24th, 2011
at The Reading Room, Silom soi 19 (Admission Free)

คนลักหลับ

My photo
Filmvirus เป็นนามปากกาเดิมของสนธยา ทรัพย์เย็น จากคอลัมน์ “นิมิตวิกาล” ที่ใช้ในนิตยสาร Filmview ปี 2537 ต่อมาในปี 2538 สนธยาได้ก่อตั้ง “ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์” หรือ DK.Filmhouse (Filmvirus) จัดฉายหนังด้อยโอกาสให้ผู้สนใจชมฟรี พร้อมจัดพิมพ์หนังสือด้านหนัง และวรรณกรรม ชุด Filmvirus / Bookvirus (ส่วนหนังสือ “คนของหนัง” ปี 2533 นั้นเป็นผลงานก่อนตั้งฟิล์มไวรัส) ส่วนผลงานอื่นๆ ปี 2548 เป็นกรรมการเทศกาลหนัง World Film Festival of Bangkok , ปี 2552 กรรมการ Sydney Underground Film Festival, งาน Thai Short Film and Video Festival ของมูลนิธิหนังไทยครั้งที่ 1 และปี 2548-2549 เป็นเจ้าภาพร่วมจัดเทศกาลประกวดหนังนานาชาติ 15/15 Film Festival, Australia