25.10.13

I KNOW YOU WANT ME TO SCARE YOU TO DEAD! แกล้งให้ตาย ! ภาค 2


I KNOW YOU WANT ME TO SCARE YOU TO DEAD!
แกล้งให้ตาย ! ภาค 2





ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เชิญชม โปรแกรมภาพยนตร์ แกล้งให้ตาย ภาค 2

ทุกวันอาทิตย์ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม 2556 - 24 พฤศจิกายน 2556 ตั้งแต่เวลา 12:30 น. เป็นต้นไป

ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี พนมยงค์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

โทรศัพท์ 0-2613-3529 หรือ 0-2613-3530

ชมฟรี!!! (โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ)





สองปีที่แล้วดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ เคยชวนคุณชมโปรแกรม แกล้งให้ตาย ภาคแรกว่าด้วยหนังสยองขวัญสั่นโลก มาปีนี้เรากลับมาพร้อมภาคต่อที่สยองยิ่งขึ้น บ้ายิ่งขึ้นพิลึกพิลั่นยิ่งขึ้น! เพราะนี่คือโปรแกรมพิเศษ ‘แกล้งให้(แม่ง)ตายภาค 2 ’ รวมมิตรหนังสยองขวัญตกสำรวจ หลากหลายยุคสมัย นี่คือหนังสยองขวัญชั้นต่ำที่ เล่นจริงเจ็บจริง จากแวมไพร์ไร้รักจนถึงซอมบีขี้เหงา จากบ้านสยองเท่ารูหนู ไปจนถึงคฤหาสน์ซับซ้อนผีสิง จากเกาะที่กำลังพินาศ ไปจนถึงเมืองที่เต็มไปด้วยการฆ่า และจากถนนแดนสนธยาไปจนถึงปีศาจใต้เตียง นี่คือบรรดาหนังสยองขวัญที่จะพาคุณไปสุดเขตแดนสนธยาที่ไทวไลท์ยิ่งกว่าไทว์ไลท์ ไม่มีสาวสวยหนุ่มหล่อ ไม่มีภัยคุกคาม มีแต่ภูตผี ปีศาจ และเลือด เลือด เลือด!

ฉายจริงหวีดจริงตลอดเดือนพฤศจิกายนนี้ !


3/11/13

12.30 MARTIN (GEORGE ROMERO/1976/US)
14.30 DRACULA IN PAKISTAN(KHWAJA SARFRAZ/1967 /PAKISTAN)

10/11/13

12.30 I,ZOMBIE THE CHRONICLE OF PAIN (ANDREW PARKINSON/1998/UK)
14.30 WISCONSIN DEATH TRIP (JAMES MRACH /1999/US)

17/11/13

12.30 SHAME (INGMAR BERGMAN/1968/SWEDEN)
14.50 CARNIVAL OF SOULS (HERK HURVEY/1962/US)

24/11/13

12.30 THE ROAD (YAM LARANAS /2011/PHILIPPINES)
14.30 THE PACT (NICHOLAS McCARTHY/2012/US)

1/12/13

12.30 THE UNINVITED GUEST (GUILLEM MORALES/2004/SPAIN)
14.30 RABIES(AHARON KESHALES+NAVOT PAPUSHADO/2010/ISRAEL)





MARTIN (GEORGE ROMERO/1976/US)

หนังแวมไพร์ที่เหงาที่สุดในโลกเรื่องนี้เล่าเรื่องขอมาร์ติน ชื่อจริงของมาร์ติน คือ นอสเฟอราตู ถูกต้องแล้วเขาคือแวมไพร์นอสเฟอราตูที่แม้หน้าตาจะดูเป็นเด็กวัยรุ่นสิบเจ็ดสิบแปดหัวขบถแต่จริงๆเขามีอายุ แปดสิบปีกว่าหรือมากกว่า เข้เพิ่งย้ายมาอยู่กับญาติวัยชราเคร่งศาสนา คนที่รู้ว่ามาร์ตินเป็นใครและสาบานว่าจะฆ่าเขาถ้าเขาฆ่าใครในเมืองนี้ มาร์ตินมาทำงานเป็นลูกจ้างร้านชำ อาศัยอยู่กับชายชรา และหลานสาวที่มักจะมีปากเสียงกับชายคนรัก เขาติดตามดูคนทั้งเมือง วางแผนจัดการกับเหยื่อรายใหม่ ขณะเดียวกันผูกสัมพันธ์ลักลอบเป็นชู้กับคุณนายรายหนึ่ง ซึ่ทำให้ความอยากดื่มเลือดของเขาจางลง เขาโทรศัพท์ไปออกรายการวิทยุ อ้างตัวเป็นเคานท์แดรกคูล่า เขาโดดเดี่ยวถูกกักขังในเมืองแปลกหน้าที่เงียบเชียบ ดิ้นรนอย่างเศร้าๆเพียงลำพังเพื่อที่จะสร้างสมดุลระหว่างการเป็นคนธรรมดาและเป็นผีดูดเลือด หนึ่งในหนังยุค 70’s ของ GEORGE A. ROMERO หนังเรื่องที่เขาทำก่อนจะไปทำ DAWN OF THE DEAD เจ้าพ่อหนังซอมบี้ทั้งหนังแวมไพร์ร่วมสมัยที่เวิ้งว้างว่างโหวง เจาะลึกเข้าไปในจิตใจของตัวละครมากกว่าจะเล่นพลอตแดรกคูล่าล่าเหยื่อ


DRACULA IN PAKISTAN (KHWAJA SARFRAZ/1967 /PAKISTAN)


เรื่องของหนังมีอยู่ว่า เออ นั่นล่ะ กลับไปอ่าน Dracula ของ Bram Stoker เพราะนี่คือหนังที่สร้างจากDracula อันนั้น โดยมี Dracula ฉบับ ของ เบลาลูโกซี่อันลือลั่นมาเป็นต้นแบบ

แล้วทำไมเราต้องดูหนังรีเมคของรีเมคเรื่องนี้ ็เพราะว่านี่คือหนังเรทXเรื่องแรกของปากสถานน่ะสิ ไม่เลย ไม่ใช่ความรุนแรงหรือฉากโป๊เปลือย แต่หนังโดนแบนเพราะว่านางระบำในเรื่องนั้นเต้นรำเซกซี่เกินไป! ชัวร์อยุ่แล้ว หนังจากชมพูทวีปทั้งทีจะไม่มีร้องเต้นเล่นระบำน่ะรึ เป็นไปไม่ได้ อะไรนะ หนังแดรกคูล่าร้องเพลง แถมไม่ใช่หนังตลกแต่เป้นหนังสยองขวัญอีกต่างหาก! ถ้ายังขายกันไม่พอ ว่ากันว่าว่ากันว่ามีสตรีหัวใจวายตายคาโรงเพราะหนังเรื่องนี้

ว่ากันว่า(ปิดท้าย) นี่คือหนังที่แสดงให้เห็นร่องรอยของLollywood กล่าวคือหนังปากีสถานยุคทองก่อนที่ประเทศจะเกิดการปฏิวัติไปสู่การเป็นประเทศมุสลิมเคร่งศาสนา นี่คือยุคที่หนังปากีสถานยังต่อกรกับหนังBollywood ได้อย่าสบายๆ!


3/11/13

I, ZOMBIE THE CHRONICLEOF PAIN (ANDREW PARKINSON/1998/UK)





หนังซอมบี้แสนหว่องเรื่องนี้จะนำพาอารมณืพิพักพิพ่วนยวนใจมาสู่คุณ นี่คือหนึ่งในหนังซอมบี้ดีที่สุดที่ถูกลืมไป หนังว่าด้วยชายคนหนึ่งซึ่งในวันหนึ่งโดนซอมบี้ขย้ำ แล้วหลังจากนั้นหนังติดตามชีวิตของเขา ซึ่งต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวที่จะไม่กินเนื้อคน ที่จะไปให้ไกลจากคนรัก จากสังคมที่ตัวเองเคยสังกัด ใช้เวลาสองสามวันสุดท้ายในห้องปิดตายค่อยๆจ้องมองร่างกายของตนเองเปื่อยเน่า และต่อสู้กับความรู้สึกอยากกินสมองคน

ถ้ามันถูกนับเป็นหนังซอมบี้ มันก็เป็นหนังซอมบี้ที่เศร้าสร้อยที่สุดในจักรวาลหนังโฟกัสอยู่กับมนุษย์ที่ร่างกายตายลงและจิติญญาณยังคงสลัวราง ค้นหาหนทางต่อสู้อย่างเจ็บปวดโดดเดี่ยว มันอาจเป็นหนังทุนต่ำ ที่ต่ำเสียจนฉากซอมยี้มันดูโสโครกเกินกว่าจะสะพรึง แต่นี่คือหนังที่พูดถึงสภาวะเบื้องลึกของมนุษย์ได้อย่างรุนแรงที่สุดเรื่องหนึ่ง

WISCONSIN DEATH TRIP (JAMES MRACH /1999/US)





หนังประหลาดที่อาจจะไม่ใช่หนังสยองขวัญที่สุดในโปรแกรม แต่มันอาจจะเล่าเรื่องที่สยองขวัญที่สุด เพราะนี่คือหนังที่ไม่มีเส้นเรื่องอะไรมากไปกว่าเล่าเรื่องจากข่าวมโนสาเร่ในหนังสือพิมพ์ช่วงเริ่มต้นก่อตั้งอาณานิคมอเมริกาบนแผ่นดินแร้นแค้น หนังทั้งเรื่องโฟกัสอยู่ในหนึ่งปีอันทุกข์เข็ญปีที่เต็มไปด้วยดินฟ้าอากาศอันเลวร้าย ในเมืองเล็กกันดารห่างไกล ผู้คนซึมเศร้าทุกข์ระทม และใครบางคนฆ่าตัวตาย ฆ่าผู้อื่น วิธีการประหลาดยากคาดเดา หนังง่วนอยู่กับเสียงเล่าของบรรณาธิการหนังสือพิมพ์และร้อยแปดดีสะเทือนขวัญข่าวสารของคนบ้า ที่ถูกถ่ายทอดความตายออกมาอย่างดงงามราวกับนาฏลีลาสยองขวัญ โดยทั้งหมดคลอคู่ไปกับเรื่องเล่าของสาวเสียสติคนหนึ่งที่ทนไม่ได้ที่จะมองเห็นหน้าต่างกระจก นางเป็นต้องเขวี้ยงหน้าต่างห้างร้านบ้านช่องจนพังพินาศไปทั้งรัฐ หากบางทีนางอาจเป็นคนที่บ้าน้อยมที่สุดในหนังเรื่องนี้

10/11/13



SHAME (INGMAR BERGMAN/1968/SWEDEN)



สองศิลปินผัวเมียที่หลบหนีสงครามมาอยู่บนเกาะห่างไกล แรกทีเดียวทุกอย่างก็ดูดี จนกระทั่งหนังค่อยๆคลี่ให้เห็นความเปราะบางอ่อนไหวภายใต้ความสัมพันธ์อันราบเรียบของผัวเมีย และทุกอย่างรุนแรงมากขึ้นเมื่อกองทหารฝั่งตรงข้ามบุกมายังเกาะ สังารผู้คนเผาบ้านเรือน จับสองผัวเมียไปสอบสวนอย่างนักหน่วง ต่างคนต่างสติแตกกันไปคนละทาง โลกข้างนอกเกาะอาจแตกดับไปแล้วก็เป็นได้ แต่โลกภายในของสองผัวเมียกำลังปะทุแตกด้วยความริษยา ความดกรธ ความเคียดแค้นชิงชังและเหนืออื่นใด ความกลัว ทั้งหมดนำไปสู่โศกนาฏกรรมอันน่าละอายในรูปรอยของการสิ้นโลก

หนึ่งในหนังยุคอยู่เกาะสุดสะพรึงของ อภิมหาผู้กำกับ อิงมาร์ เบิร์กแมน ช่วงเวลาที่เขาทำหนังออกมาได้รุนแรงที่สุด ดิ่งลึกลงในความมืดดำอย่างถึงที่สุด ด้วยพลังมืดของดาราคู่ขวัญ แมกซ์ ฟอน ซีโดว์ และ ลิฟ อุลมานน์ เราไม่แน่ใจว่านี่จะเป็นหนังสยองขวัญหรือไม่ แต่หากคุณดูแล้วไม่สะพรึงก็นับว่ากำลังขวัญกล้าแข็งเกินไปแล้ว


CARNIVAL OF SOULS (HERK HURVEY/1962/US)





นี่คือเรื่องของแมรี่สาวนักเล่นออร์แกนที่รับจ้างตามโบสถ์ สำหรับเธอนี่ไม่ใช่งานอุทิศตัวเพื่อศาสนาแต่เป็นงานรับจ้างทั่วไป วันหนึ่งสาวชืดชานางนี้นั่งรถไปกับเพื่อนสาว เจอแกีงค์เด็กหนุ่มขอท้าแข่งรถ พวกเธอก็เอาด้วย ซวยตรงรถเธอเสียหลักตกสะพานจมหายไปในแม่น้ำ หลังออกหาหลายชั่วโมง สาวแมรี่ก็เป็นผู้รอดตายคนเดียวที่เดินขึ้นมา หลังจากอุบัติเหตุเธอรีบออกจากเมืองไปทีอื่น ระหว่างทางถูกดึงดูดด้วยสวนสนุกร้างก่าแก่ข้างทาง และผีของผู้ชายคนหนึ่งที่ตามหลอกหลอนเธอ ไม่ใช่การล้างแค้นแต่เป็นการฉุดลากเธอออกจากโลกสามัญไปสู่ประตูผีอย่างเชื่องช้าและแนบเนียน

หนังทุนต่ำจากปี 1962 ของ Herk Hurvey ที่ถูกทำมาฉายแก้เซ็งในโรงหนังdrive in แต่ไปๆมาๆกลายเป็นว่านี่คือหนังสยองขวัญที่ค่อยๆคลาสสิคขึ้นตามเวลาโดยไม่ต้องพึ่งสเปเชียบ เอฟเฟคต์ หรือทำตัวปัญญาชน เป้นหนังสยองขวัญยุคเก่าที่สะพรึงขวัญผู้คน จนกลายเป้นหนังcultขึ้นหิ้งที่ถูฏนำมาอ้างถึงอย่างไม่ขาดสายในหมู่คนทำหนังสยองขวัญรุ่นต่อมาไม่เว้นแม้แต่ James Wan ที่เอาหนังมาใส่ไว้ใน Insidioud ภาคสองด้วยเสียเลย!


(อ่านเบื้องหลังหนังและชีวิตคนทำหนังได้จากหนังสือ FILMVIRUS 05  ปฏิบัติการหนังทุนน้อย)


17/11/13

THE ROAD (YAM LARANAS /2011/PHILIPPINES)



เรื่องเริ่มต้นจากวัยรุ่นสามคนหนีออกจากบ้านตอนกลางคืน ขโมยรถของพ่อแม่ไปหัดขับกันเอง แรกทีเดียวพวกเขาก็ขับไปบนถนนหลวง แต่พอเห็นตำรวจตั้งด่าน ใครบางคนก็เสนอให้เลี้ยวไปทางถนนลูกรังเล็กๆ ถนนมืดทึบไร้แสงไฟ วัยรุ่นสามคนขับเท่าไรก็หาทางออกไม่เจอ หนักหนากว่านั้น ถนนยืดยาวออกไปไม่รู้จบ แล้วนั้นอะไร ผีปีศาจไร้หน้าวิ่งไล่มาในความมืด รถผีสิงขับสวนทาง พวกเขาประสบอุบัติเหตุ ติดอยุ่ในแดนสนธยาที่ไร้ทางออก แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์สยองขวัญที่มีทั้งการฆ่า การทารุณกรรม ผีที่ไม่ยอมตาย และวิญญาณที่ร้องขอความช่วยเหลือ

หนังสยองขวัญเรื่องฮิตจากฟิลิปปินส์ที่สพรึงข้ามโลกไปถึงอเมริกามาแล้ว จากผู้กำกับ The Echo ที่เคยถูกเรียกตัวไปรีเมคมาแล้ว เรารู้ว่าThe Echoไม่ค่อยสยองเท่าไหร่ แต่เชื่อเถอะ The Road จะทำให้คุณเลิกมองเขาในแง่ร้ายและจับตาเขาใหม่ในฐานะคนทำหนังสยองขวัญที่น่าจับตาที่สุดคนหนึ่งในเซาธิ์อีสต์เอเซีย

THE PACT (NICHOLAS McCARTHY/2012/US)





หลังแม่ตาย จู่ๆน้องสาวก็หายตัวไปในบ้าน หญิงสาวต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งกลับมาในบ้านชั้นเดียวชานเมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องลึกลับสยองขวัญ ยิ่งสืบยิ่งสะพรึง ในบ้านหลังที่ดูสามัญนี้ อาจจะมีภูติผีซ่อนอยู่ในทุกที และเธอเริ่มถูกหลอกหลอนไม่ยั้ง ในบ้านของตัวเอง


สิ่งที่สุดขีดสามอย่างในหนังเรื่องนี้คือ1.บ้านในหนังมันเป็นบ้านแบบบ้านชาวบ้านชั้นเดียวแคบๆ บ้านพวกคนอเมริกันอยู่กัน บ้านมันแคบนิดเดียว แต่กลับทำออกมาให้สยองขวัญยิ่งกว่าราสาทเก่าแก่กว้างใหญ่มากมาย 2.หนังแทบไม่มีดนตรีประกอบเลย มันมีแต่ความงียบ แล้วมันทรงประสิทธิภาพมาก แต่พอถึงเวลามันมันก็พร้อมจะระเบิดความตุ้งแช่มาทำลายล้างผู้ชม! 3. หากสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องนอาจจะคือประวัติศาสตร์ของเราเอง มันจะเป็นยังไงถ้าพ่อแม่ตายแล้วความชั่วร้ายก็เปิดเผยตัว ความชั่วร้ายที่พ่อแม่ซ่อนไว้จากเรา พวกเขาอาจจะรับมือได้แต่พวกเขาก็ไม่อยู่แล้ว แล้วมันจะเป็นยังไงถ้าบ้านของเรา บ้านที่เราโตมาคือสถานที่ที่ชั่วร้ายอย่างสุดขีด

นี่คือโปรแกรมหนังสยองขวัญรุ่นใหม่ สำหรับผู้ชมประสาทแข็งเท่านั้น!


24/11/13

THE UNINVITED GUEST (GUILLEM MORALES/2004/SPAIN)





หนังว่าด้วยชายหนุ่มเป็นพวกชอบอยู่บ้านใหญ่ๆห้องเยอะๆ เมียเลยทิ้ง คืนฝนตกคือหนึ่ง มีคนมาขอใช้โทรศัพท์ในบ้านเพียงชั่วครู่คนก็หายตัวไป อาจจะออกไปแล้ว ไม่ก็ซ่อนอยู่ในบ้าน โทรศัพท์สาธารณะหน้าบ้านที่บอกว่าเสียก็ใช้ได้เป็นปกติ หาในบ้าน หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ จากนั้นก็ได้ยินเสียงกึงกังตลอดเวลา บ้านก็ใหญ่และลึกลับซับซ้อนเกินกว่าจะค้นได้ในคราวเดียว ตามตำรวจมาตำรวจก็หาไม่พบ แต่ชายหนุ่มคิดว่ามันต้องมีคนแอบอยู่ในบ้าน ! และดูเหมือนคนคนนั้นจะพยายามก่อสงครามประสาทกับเขามากขึ้นทุกที และราวกับจะมีแต่เขาคนเดียวถูกทิ้งไว้ในบ้านลึกลับนี้ ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะพุ่งไปยังทิศทางที่คาดไม่ได้ คิดไม่ถึง!

หนังสยองขวัญจากสเปน เจ้าของเดียวกับหนังคนเห็นผีชื่อดังอย่าง Julia’s Eyes แต่ไม่ต้องกังวล นี่ไม่ใช่ฟนังผีแอบซึ่งแบบ Julia หรือ The Orphanage แต่มันคือหนังที่ผลักความสะพรึงไปสุดทาง ด้วยพลอตหักเกสุดคาดเดา และนที๋โดนเอาเถิดเจ้าล่อมากที่สุดก็ไม่ใช่ใครแต่คือผู้ชมนั่นเอง

RABIES (AHARON KESHALES+NAVOT PAPUSHADO/2010/ISRAEL)





พล็อตก็ในทำนองว่า วัยรุ่นสี่คนไปเที่ยวแล้วเลี้ยวผิด อยู่ดีๆก้มีผู้ชายวิ่งตัดหน้ารถ เขาบอกว่าน้องสาวเขาติดกัยดักโดนขังอยู่ในป่า ขอแรงหนุ่มๆไปช่วยน้องสาวเขาหน่อย ความฉิบหายเริ่มต้นขึ้นตรงนี้
และอาจเล่ามากไม่ได เอาเป็นว่า มีตำรวจระยำตำรวจดี มีอีสาวเชียร์ลีดเดอรืสองนางสุดสะบึม มีฆาตกรโรคจิต มีคู่รักไปเที่ยวป่าพาหมาไปด้วย และมีซีรีส์ของความวิปลาสเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากจนอธิบายไม่ได้

เฟรเดอริค เจมสัน พูดว่าในหนังทุกเรื่องของประเทศโลกที่สามมันจะเป็นอะไรไปไม่ได้มากกว่าallegory ของประเทศนั้นเอง และบางทีหนังเรื่องนี้อาจจะเป็นเช่นนั้นเพราะนี่คือหนังที่บอกให้เห็นถึงความโกลาหล ความเข้าใจผิิด ความไว้ใจไม่ได้ ความกลัว ความกร่าง ในประเทศที่เป็นเมืองร้างซึ่งเต็มไปด้วยกับระเบิด วิธีการที่หนังใช้ในการผูกเงื่ิอนปมชวนให้คิดถึงความบ้าคลั่งภายในของประเทศ และตอนจบที่แสบสันต์ที่สุดครั้งหนึ่งในหนังสยองขวัญก็ตอกย้ำประเด็นนี้ได้ยังเมามันส์ อ้อ เตรียมผ้าไว้ซับเลือดที่เปรอะจอกันเป็นลิตรๆด้วย!
 

19.9.13

โปรแกรมภาพยนตร์ Po-co Cine Postcolonial Cinema





ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เชิญชม โปรแกรมภาพยนตร์ Po-Co Cine

ทุกวันอาทิตย์ระหว่างวันที่ 29 กันยายน 2556 - 20 ตุลาคม 2556 ตั้งแต่เวลา 12:30 น. เป็นต้นไป

ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี พนมยงค์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

โทรศัพท์ 0-2613-3529 หรือ 0-2613-3530

ชมฟรี!!! (โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ)


Po-co Cine

Postcolonial Cinema 

นำทีมถางพงอดีตแดนอาณานิคม โดย New Programmer รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค (คนละคนกับในรูปข้างล่าง)




ฟรานซ์ ฟานอน (1925 - 1961) นักจิตวิเคราะห์ผิวดำชาวมาร์ตีนิก (มาร์ตีนิกเป็นเกาะในทะเลแคริบเบียนที่ปัจจุบันมีสถานะเป็น ‘จังหวัดโพ้นทะเลของฝรั่งเศส’) เล่าว่าตอนเขาอยู่ที่บ้านเกิด เขาไปดูหนังฮอลลีวู้ดเรื่องทาร์ซานในโรงหนัง ในหมู่คนดูผิวสีทั้งโรงทุกคนหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นทาร์ซานปราบเหล่าร้ายที่เป็นคนป่าผิวดำได้ ต่อมาเมื่อฟานอนเดินทางไปปารีสเพื่อศึกษาต่อ เขาได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงอีกครั้ง แต่คราวนี้แทนที่เขาจะสนุกกับหนังเหมือนเคย เขากลับรู้สึกตะขิดตะขวงใจ พอคนดูสว่นใหญ่ในโรงเป็นคนขาวพวกเขาก็พากันเอาใจช่วยทาร์ซานพระเอกผิวขาวกำจัดคนป่าผิวดำ ฟานอนในฐานะคนดำไม่กี่คนในโรงจึงรู้สึกอดไม่ได้ที่เขาจะรู้สึก ‘เห็นใจ’ คนผิวสีบนจอภาพยนตร์ เขานึกกลับมาถึงตัวเองว่าทำไมในการดูหนังครั้งแรกเขาไม่รู้สึกอะไรเลย ทำไมเขาไม่รู้สึกว่าคนดำบนจอเป็นคนร่วมเชื้อชาติสีผิวกับเขา ทำไมเขาสามารถเข้าข้างคนขาวได้ง่ายดาย 

เรายังดูทาร์ซานแบบเดิมอย่างใสซื่อได้อีกไหม เรายังสนุกกับปรากฏการณ์บนจอโดยไม่อินังต่อกระบวนการกดขี่ภายในภาพได้หรือไม่ 




postcolonial studies คือการศึกษาอิทธิพลที่ตกค้างมาจากลัทธิอาณานิคมตามพื้นที่ต่าง ๆ ของโลก อาณานิคมได้เปลี่ยนแปลงระบบความสัมพันธ์ สังคม ภาษา ลักษณะประชากรของโลกสมัยใหม่ไปอย่างถอนรากกระชากโคน และแม้เราจะไม่ได้อยู่ในยุคอาณานิคมแล้ว แต่สิ่งที่ตกค้างจากยุคสมัยนั้นยังทิ้งค้างไว้ให้เราได้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ postcolonial cinema ไม่จำกัดแต่หนังที่พูดถึงแต่อาณานิคมโดยตรง (แต่โดยแท้จริงแล้ว postcolonial cinema ก็ไม่ใช่สิ่งที่มีนิยามแน่ชัดตายตัว) แต่ยังรวมไปถึงหนังที่สำรวจประเด็นอันหลากหลายตั้งแต่ผลกระทบของการอพยพประชากรโลกหนังของคนทำหนังโพ้นทะเล หนังพร็อบพาแกนด้าชาตินิยม หนังตลกภาษาถิ่น ฯลฯ หนังในโปรแกรมนี้เป็นการรวบรวมหนังที่หลากหลายทั้งในแง่เนื้อหาและประเทศที่มา เพื่อลองสำรวจความสลับซับซ้อนในโลกของเราทั้งในด้านวัฒนธรรม สังคม การเมือง ศิลปะ เพศสภาพ อัตลักษณ์ และอื่น ๆ ถ้าทาร์ซานที่ฟานอนได้ดูคือ colonial cinema ที่กดขี่ประชากรส่วนใหญ่ของโลกไว้ในคราบของความป่าเถื่อน postcolonial cinema คือหนังที่ท้วงถามและชี้แย้งกลับไปที่ทาร์ซาน โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว


Week 1
Colonial (Re)Encounter

And Then There Was Light (1989, Otar Iosseliani, Italy, France, West Germany)




ผลงานรางวัลสิงโตเงินเรื่องเยี่ยมของ Otar Iosseliani ผู้กำกับฝีมือเอกอุชาวจอร์เจียที่ปัจจุบันทำหนังอยู่ในฝรั่งเศส ในงานชิ้นนี้เขาได้พาคนดูไปยังสังคมชาวแอฟริกันในป่าที่ความเป็นสมัยใหม่ยังเข้าไม่ถึง หนังถ่ายทอดชีวิตประจำวันของชาวบ้านประดุจสารคดีที่เหนือจริง นั่นคือภาพกิจวัตรของชาวบ้านแม้จะอยู่ในไวยากรณ์แบบสารคดีแต่กิจกรรมของพวกเขาก็ชวนเหวอตกเก้าอี้มาก ๆ เช่นชายหนุ่มจะจีบผู้หญิงอีกหมู่บ้านหนึ่ง ต้องนั่งจระเข้ข้ามแม่น้ำไปหา หรือคนหัวขาดก็สามารถเอาสมุนไพรมาบดทาที่รอยขาดแล้วติดหัวใหม่ได้ ฯลฯ ลีลาแบบ magical realism ของหนังสร้างรสที่แปร่งปร่าชวนตื่นตาตื่นใจกับความสัมพันธ์ทางสังคมแบบที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน

Even the Rain (2010, Icíar Bollaín , Spain, Mexico, France)




Iciar Bollain เป็นผู้กำกับหญิงชาวสเปนที่สร้างชื่อจากหนังน้ำดีหลายเรื่อง ใน Even the Rain เธอร่วมทัพกับ Paul Laverty มือเขียนบทประจำตัวเคน โลช (และจริง ๆ ก็เป็นสามีเธอเอง) รังสรรค์หนังวิพากษ์จักรวรรดิตะวันตกอันแสนคมคายจนได้เป็นตัวแทนสเปนเข้าชิงออสการ์ หนังเรื่องนี้ กาเอล การ์เซีย เบอร์นัลรับบท เซบาสเตียน ผู้กำกับหนังจากเม็กซิโกที่เดินทางกับทีมงานมาโบลิเวียเพื่อทำหนังว่าด้วยการค้นพบทวีปอเมริกาของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส โดยตัวเซบาสเตียนหมายมั่นจะให้หนังเรื่องนี้เป็นบทโจมตีอาณานิคมของสเปนที่เข้ามาปล้นและกดขี่ชาวพื้นเมือง แต่โชคร้ายเสียหน่อยที่ตอนกองถ่ายเข้ามาในโบลิเวียมีการประท้วงเรื่องการขายสิทธิ์การจัดการน้ำในประเทศให้กับบริษัทเอกชนต่างชาติ ทำให้ประชาชนโบลิเวียไม่มีสิทธิ์จะดื่มน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำใต้ดิน ลำธาร "หรือแม้แต่น้ำฝน" แล้วเส้นแบ่งระหว่างเหตุการณ์ในหนังที่กำลังสร้างกับเรื่องจริงทางสังคมภายนอกก็ยิ่งพร่าเลือน นักแสดงอินเดียนที่มาแสดงเป็นคนพื้นเมืองในหนังก็ออกไปต่อสู้เพื่อสิทธิในการดื่มน้ำบนถนนจริง ๆ อีกด้วย บทหนังของลาเวอร์ตี้แหลมคมมาก ๆ ในการเชื่อมโยงการปล้นทองจากชนพื้นเมืองจากจักรวรรดิสเปนเข้ากับการปล้นน้ำของบรรษัทนานาชาติ

Week 2
Problem of Identities

Surname Viet Given Name Nam (1989, Trinh T. Minh-ha, Viet Nam-America)




สารคดีทดลองของผู้กำกับ-นักทฤษฎีชาวเวียดนามที่ไปโตในอเมริกา Trinh T. Minh-ha ในงานชิ้นนี้เธอตั้งโจทย์ที่ทั้งซับซ้อนและทะเยอทะยานมาก ๆ เธอพาเราไปรู้จักกับชีวิตผู้หญิงเวียดนามที่ใช้ชีวิตในช่วงสงครามเวียดนามผ่านบทสัมภาษณ์ของแต่ละนาง แม้จะฟังดูธรรมดา แต่แท้จริงแล้วตัวหนังเล่นกับการรับรู้ของคนดูหลายระดับมาก ๆ ตั้งแต่การที่ผู้หญิงกลุ่มนี้พูดอังกฤษได้ไม่ชัดนักทำให้คนดูทั่วไปมีปัญหาในการติดตามเรื่องราวที่พวกเธอเล่า แต่พอหนังผ่านไปเกือบ 1 ชั่วโมงเหมือนหนังจะรู้ตัวก็เลยใส่ซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษข้างใต้ไว้ให้เราอ่านได้ง่าย ๆ แต่จู่ ๆ เสียงของผู้กำกับก็ดังขึ้นมาถามว่า ‘คุณรับรู้บทสัมภาษณ์ของผู้หญิงพวกนี้ผ่านหู (ฟังเสียงของพวกเธอโดยตรง) หรือคุณใช้ตา (ต้องพึ่งพาตัวหนังสือที่หนังเขียนให้)’ ถ้าคุณต้องใช้ตาอ่านซับ ฯ แสดงว่าคุณเชื่อใจซับ ฯ ใช่ไหม แปลว่าคุณไว้ใจความจริงในตัวหนังสือที่คุณคุ้นเคย มากกว่าเสียงที่แปลกแปร่งติดสำเนียงของผู้หญิงประเทศโลกที่สามเหล่านี้ใช่ไหม สารคดีเรื่องนี้เลยเป็นมากกว่าแค่บทบันทึกชีวิตของผู้หญิงเวียดนามแต่เป็นบทบันทึกที่ย้อนถามการบันทึกของตัวมันเองด้วย


Lamerica (1994, Gianni Amelio, Italy, France, Switzerland)




Gianni Amelio เป็นผู้กำกับอิตาลีมือดีที่โด่งดังในยุค 90 Lamerica หนังเจ้าของรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวนิสได้รับการกล่าวขานจากนักวิจารณ์หลาย ๆ คนว่านี่อาจเป็นงานที่ดีที่สุดของเขา Lamerica ไปสำรวจผลตกค้างของจักรวรรดิตะวันตกที่คนไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่ นั่นคือจักรวรรดิของอิตาลี อิตาลีเป็นชาติยุโรปที่เริ่มล่าอาณานิคมช้ากว่าชาติอื่น ๆ มาก และอัลบาเนียก็เป็นพื้นที่ไม่กี่ที่ที่เคยตกเป็นของอิตาลี หนังเกิดขึ้นในยุคร่วมสมัย 2 กระทาชายแก๊งค์ต้มตุ๋นชาวอิตาเลี่ยนที่ต้องการจะเข้าไปเปิดบริษัทปลอมในอัลบาเนียเพื่อรับเงินช่วยเหลือจากรัฐแล้วค่อยเชิดเงินหายไป แต่เงื่อนไขที่เขาจะได้เงินนั้นบริษัทจะต้องมีคนอัลบาเนียมาเป็นเจ้าของด้วย ทั้งสองคนเลยไป ‘แคสต์’ เจ้าของบริษัทจากในคุก จนได้เจอกับ ‘สไปโร’ ตาแก่ชราภาพนายหนึ่งที่สติไม่ค่อยเหลือความจำหลง ๆ ลืม ๆ น่าจะง่ายต่อการใช้เป็นหุ่นเชิดได้ แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อย ๆ ความทรงจำของสไปโรค่อยผลุบโผล่เข้ามา อันเป็นความทรงจำในสมัยสงครามโลกและยุคอาณานิคมอิตาลีในอัลบาเนีย ความทรงจำที่ว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงตัวตนของนักต้มตุ๋น ทำให้เขาต้องมาถามตัวเองว่าฉันเป็นใคร?

Week 3
Other Aesthetics: Nollywood and Brazilian Garbage

The Figurine - Araromire (2009, Kunle Afolayan, Nigeria)




ปัจจุบันไนจีเรียติด 3 อันดับแรกของประเทศที่มีการผลิตหนังเยอะที่สุดในโลกไปแล้ว (เป็นรองแค่อเมริกาและอินเดีย) วงการหนังวิดีโอหรือที่เรียกกันว่า Nollywood เป็นเหมือนต้นธารใหญ่ของวงการหนังประเทศแอฟริกาที่ใช้ภาษาอังกฤษ (โดยมี Ghallywood จากกาน่ากำลังเข้ามาแชร์พื้นที่) หนัง Nollywood แตกต่างจากหนังประเทศแอฟริกาที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสที่เริ่มทำหนังตั้งแต่ยุค 60 ในขณะที่คนทำหนังจากประเทศพูดฝรั่งเศสมักหยิบยกปัญหาสังคม ความยากจน การเหยียดผิว ฯลฯ ที่เกิดขึ้นมาทำเป็นประเด็นหลักด้วยความเชื่อประหนึ่งหนังคือเครื่องมืออาวุธทางวัฒนธรรมและสังคม หนัง Nollywood กลับเพลิดเพลินไปกับชีวิตประจำวันของตัวละครในลากอส มีความเพ้อเจ้อแฟนตาซีไปบ้างตามประสา หนังกลายเป็นมหรสพหรรษาที่ทำให้คนดูหัวเราะ ร้องไห้ ไปพร้อมกัน

The Figurine ได้รับรางวัลจาก African Movie Academy Awards ไป 5 รางวัล รวมทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย เนื้อเรื่องของหนังว่าด้วยเพื่อนซี 2 คนที่เดินทางไปในป่าเจอกับรูปปั้นเทพธิดา Araromire ที่จะมอบ 7 ปีแห่งความสุขโชคลาภให้กับทุกคนที่ได้สัมผัส แต่พอหมด 7 ปีแห่งโชคลาภ คนจับก็ต้องเจอกับ 7 ปีแห่งทุกข์ที่จะพรากความดีทุกอย่างจากชีวิตไป พอเพื่อนทั้ง 2 คนกลับเมืองต่างฝ่ายต่างก็ร่ำรวย มีงานการที่ดี ได้แต่งงาน พอ 7 ปีผ่านไปพวกเขามาเจอกันจู่ ๆ ชีวิตก็เหมือนหักเลี้ยวเปลี่ยนทิศ ชีวิตเริ่มแย่ขึ้น ๆ นี่มันเพราะคำสาปใช่ไหม หรืออะไร? ก่อนที่หนังจะจบอย่างหักมุมที่สุด!!!!!!!

Bang Bang (1971, Andrea Tonacci, Brazil)




ที่บราซิลสมัยยุค 60 Glauber Rocha ได้เป็นหัวหอกของกลุ่มภาพยนตร์คลื่นลูกใหม่ Cinema Novo ที่ต้องการใช้สื่อภาพยนตรเป็นพื้นที่ในการเรียกร้องความยุติธรรมของสังคม ได้บัญญัติสิ่งที่เรียกว่า ‘สุนทรียะแห่งความหิวโหย’ ด้วยเชื่อว่าหนังที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงสังคมต้องไม่เพียงแปลกใหม่ทางเนื้อหาเท่านั้น แต่ต้องค้นหาภาษาไวยากรณ์หนังแบบใหม่ ๆ โดยไม่ต้องไปอินังว่าหนังที่ได้จะมีคุณภาพดีงามได้ตามมาตรฐานหนังทั่วไปไหม (อันหมายถึงหนังฮอลลีวู้ด) แต่พอเวลาผ่านไปถึงยุค 70 Esthetics of Hunger กลายเป็นของล้าสมัยที่เสื่อมความนิยม คนทำหนังบราซิลอีกกลุ่มนำทีมโดยคนทำหนังอย่าง Rogerio Sganzerla และ Julio Bressane ได้เสนอ ‘สนุทรียะแห่งขยะ’ ออกมา หนังในกลุ่มนี้ไม่ได้แคร์ปัญหาสังคมอีกต่อไป แต่เล่นสนุกกับการทดลองความตื่นตาตื่นใจทางภาพยนตร์เพื่อให้คนดู enjoy ก็พอ


Bang, Bang งานสำคัญชิ้นหนึ่งของกลุ่มที่ผู้ชมไม่ต้องแคร์เนื้อเรื่องอะไรอีกต่อไปแล้ว หนังเด็ดดวงด้วยความแพรวพราวของภาษาหนัง ทั้งลูกเล่นงานถ่ายภาพที่วิจิตรพิศวงพงไพร การตัดต่อที่พิสดารล้านลึก และดนตรีที่สร้างจังหวะชวนขยับหรรษา หนังมีฉากโจร ฉากขับรถไล่ล่าแสนพิสดาร แต่ดูอย่างไรก็ไม่รู้เรื่องจนตัวละครในหนังเองก็ทนไม่ได้ที่หนังไม่รู้เรื่องถึงกับขอ pause แล้วมานั่งเล่าเรื่องซ้ำใหม่ให้คนดูฟัง แต่ก็ถูกตัวละครอีกตัวขัดจังหวะไม่ให้เล่าด้วยการปาพายใส่หน้า!?

Week 4
My Father and His Fatherland

Congorama (2006, Philippe Falardeau, Canada-Belgium)





แคว้นควิเบกในแคนาดาเป็นแคว้นที่ประชากรใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก แม้ว่าแคนาดาจะมีภาษาราชการ 2 ภาษาทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ชาวควิเบกก็มีความรู้สึกแปลกแยกจากส่วนอื่นของประเทศอยู่ดี Philippe Falardeau ผู้กำกับชาวควิเบกรุ่นใหม่มาแรงนิยมทำหนังที่สำรวจสังคมควิเบกมาอย่างต่อเนื่อง Congorama หนังชนะรางวัล Jutra สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เข้าไปสำรวจความสัมพันธ์อีรุงตุงนังยุ่งขิงของชีวิตตัวละครหลายตัว หลายชาติ ทั้งแคนาดา เบลเยี่ยม และคองโก! 

หนังเปิดเรื่องที่เบลเยี่ยม มิเชล นักประดิษฐ์ชาวเบลเยี่ยมที่ล้มเหลวในการคิดสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เขามีพ่อเป็นนักต่อต้านอาณานิคมคองโกเก่าที่ปัจจุบันเป็นนักเขียนชื่อดังของเบลเยี่ยมในแคว้นเวโลเนีย (แคว้นที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส) ตัวมิเชลเองมีเมียเป็นคนคองโก และทั้งคู่มีลูกชายที่ดูจากกายภาพแล้วดูจะรับมาแต่แม่ เพราะดูไม่มีเชื้อคนขาวเลย วันนึงลูกชายมิเชลถามมิเชลว่า 'พ่อ ผมได้อะไรมาจากพ่อบ้าง' มิเชลก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีอะไรเหมือนกับลูกบ้าง เขาก็บอกว่าลูกวาดรูปเก่งเหมือนพ่อ อีกอย่างพ่อกับปู่หน้าตาก็ไม่เหมือนกัน แต่เราก็เป็นพ่อลูกกันได้ แต่แล้วคืนนั้นพ่อของมิเชลก็เรียกมิเชลไปเซอร์ไพรส์ว่า 'มิเชลเอย ลูกเป็นลูกบุญธรรมนะ พ่อกับแม่แอบรับลูกอย่างผิดกฎหมายมาจากโบสถ์ในควิเบก' มิเชลเลยยิ่งงงไปใหญ่ว่าอ้าว จริง ๆ ฉันเป็นใครมาจากไหน วันนึงเขาต้องไปแคนาดาเพื่อขายงานลูกค้า เขาเลยใช้เวลาที่เหลือตามหาว่ารากเหง้าเขามาจากไหน?

A Borrowed Life (1994, Wu Nien-jen, Taiwan)


หนังเรื่องเยี่ยมในกลุ่มไต้หวันนิวเวฟ Wu Nien-jen ผู้กำกับที่แม้จะทำหนังเองไม่เยอะ แต่เขาเป็นมือเขียนบทที่พิสูจน์ฝีมือไว้ในหนังของโหวเสี่ยวเสี่ยน เอ็ดเวิร์ด หยาง แอนน์ ฮุย A Borrowed Life เป็นงานกำกับเองเรื่องแรกของเขาเป็นเหมือนงานกึ่งอัตชีวประวัติว่าด้วยสัมพันธ์ของเขาและพ่อ ตั้งแต่สมัยเขายังเป็นเด็ก ๆ พ่อยังเป็นคนหนุ่ม จนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่แต่งงานมีครอบครัวแล้วพ่อของเขาก็ป่วยชรา 

หนังสำรวจความต่างกันของวัย ตัวเอกของเรื่องเป็นเด็กที่เกิดในยุคก๊กมิ๋นตั้งปกครองไต้หวันอยู่ ส่วนพ่อของเขาเป็นคนที่โตมาในรุ่นที่ไต้หวันเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น พ่อและผู้ใหญ่หลาย ๆ คนในรุ่นเดียวกัน ต่างเป็นคนที่ชื่นชมชื่นชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากมาย พวกเขาพูดภาษาญี่ปุ่น ดูหนังญี่ปุ่น นิยมสินค้าญี่ปุ่น แม้พวกเขาจะไม่เคยได้ไปเห็น‘แผ่นดินพ่อ’ เองจริง ๆ เลย และอาการนิยมญี่ปุ่นนี่เองนำมาซึ่งความขัดแย้งกับคนรุ่นลูกที่โตมากับการศึกษาด้วยภาษาจีนกลาง (ที่คนรุ่นก่อนไม่เข้าใจ) และการเรียนประวัติศาสตร์ว่าญี่ปุ่นเป็นตัวร้าย หนังสำรวจอัตลักษณ์ความเป็นไต้หวันอันเปราะบาง เมื่อพิจารณาว่าไต้หวันเป็นเกาะที่เหมือนถูกเปลี่ยนมือผู้ปกครองไปตามยุคสมัย (ตั้งแต่สมัยมีชนพื้นเมือง จนคนจีนฮั่นเข้ามาอาศัย ก่อนโดนโปรตุเกส สเปน ดัทช์เข้ามาปกครอง และเปลี่ยนมือไปเป็นราชวงศ์ฉิงในแผ่นดินใหญ่ ก่อนมาเป็นญี่ปุ่น และไปเป็นของก๊กมิ่นตั้ง) แล้วอะไรคือสิ่งที่เหลืออยู่ คนไต้หวันจริง ๆ คือใครกัน

8.8.13

เรื่องสั้นเล่มใหม่จากบุ๊คไวรัส bookvirus 10 ศรีนวลจัดหนัก (Destroy, She Said)

bookvirus 10 "ศรีนวลจัดหนัก"   : รวมเรื่องสั้นสตรีเล่า 16 เรื่อง / จำนวน 288 หน้า

(หลายคนร่วมแปล)






"ศรีนวล" ก็คือการรวมเรื่องสั้นดาวเด่นจาก bookvirus 2 เล่มก่อน คือ bookvirus 05 "นางเพลิง" และ bookvirus 07 "นารีนิยาม"



ร่วมด้วยนักเขียนคัดสรรจากนานาชาติ:
ฉาน เสว่

ฮิโรมิ คาวาคามิ


อันนา คาวาน


มิรานด้า จูลาย


โกลี ทารากี


โจ คียุง รัน


(ดึงเรื่อง "จบให้สวย" ของ มาร์กาเร็ต แอ็ดวู้ด ที่ แดนอรัญ แสงทอง เคยแปล ใน "นารีนิยาม" ออกไป)



ร่วมด้วยนักเขียนกลุ่มใหม่อย่าง
เวอร์จิเนีย วูล์ฟ

แองเจล่า คาร์เตอร์ (แปลโดย แดนอรัญ แสงทอง)


เอลซ่า โมรานเต้


มิเอโกะ คาไน



แคธเธอรีน แอน พอร์เตอร์

เอเวียงตี อาร์มันด์ 

และ โรซาเรีย ชัมปาญ


นำทีมแปลด้วย

แดนอรัญ แสงทอง (เงาสีขาว / อสรพิษ)

ภัควดี วีระภาสพงษ์ (สมัญญาแห่งกุหลาบ / ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต)


สุชาติ สวัสดิ์ศรี (สิงห์สนามหลวง / ช่อการะเกด)


นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ (เพลงรัตติกาลในอินเดีย, คำยืนยันของเปเรย์ร่า)


มัทนา จาตุรแสงไพโรจน์ (ความไม่เรียบของความรัก)


วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา (ยูโทเปียชำรุด)


นราวัลลภ์ ปฐมวัฒน (Kyo ห้องสมุด The Reading Room)


ไกรวุฒิ จุลพงศธร (bioscope)


ธิติยา ชีรานนท์ (สารานุกรมผู้ตาย / กาจับโลง bookvirus 03)


ดิษพล ศิวะรัตนธำรงค์


ปพิชญา รัตนะมณี


ชลเทพ ณ บางช้าง


วรันทร ฉะพงษ์ภพ


และ สนธยา ทรัพย์เย็น 






ตีพิมพ์จำนวนจำกัด ราคาปก 275 บาท (สั่งซื้อก่อน 15 สิงหาคม 2556 ราคา 250 บาท)

สั่งซื้อได้ที่ Facebook: bookvirus & filmvirus
https://www.facebook.com/pages/bookvirus-filmvirus/125068220871488?fref=ts


หนังสือตีพิมพ์จำนวนจำกัด ขณะนี้ยังไม่มีวางขายตามร้าน

คนลักหลับ

My photo
Filmvirus เป็นนามปากกาเดิมของสนธยา ทรัพย์เย็น จากคอลัมน์ “นิมิตวิกาล” ที่ใช้ในนิตยสาร Filmview ปี 2537 ต่อมาในปี 2538 สนธยาได้ก่อตั้ง “ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์” หรือ DK.Filmhouse (Filmvirus) จัดฉายหนังด้อยโอกาสให้ผู้สนใจชมฟรี พร้อมจัดพิมพ์หนังสือด้านหนัง และวรรณกรรม ชุด Filmvirus / Bookvirus (ส่วนหนังสือ “คนของหนัง” ปี 2533 นั้นเป็นผลงานก่อนตั้งฟิล์มไวรัส) ส่วนผลงานอื่นๆ ปี 2548 เป็นกรรมการเทศกาลหนัง World Film Festival of Bangkok , ปี 2552 กรรมการ Sydney Underground Film Festival, งาน Thai Short Film and Video Festival ของมูลนิธิหนังไทยครั้งที่ 1 และปี 2548-2549 เป็นเจ้าภาพร่วมจัดเทศกาลประกวดหนังนานาชาติ 15/15 Film Festival, Australia