6.7.13

โปรแกรมหนังอินเดีย – ฟิล์มไวรัส Father India : A look through 100 years of Indian Cinema


โปรแกรมหนังอินเดีย – ฟิล์มไวรัส

Father India : A look through 100 years of Indian Cinema 

คัดสรรโดย ชาญชนะ หอมทรัพย์

7 กรกฏาคม - 1 กันยายน
12.30 AM, (เนื่องจากหนังอินดียมีความยาวมากเป็นพิเศษ ดังนั้นเฉพาะวันแรกวันที่  7 จึงมีเพิ่มรอบบ่ายสองโมงครึ่ง)
Admission Free: Rewat Bhudinand room, U2 Ground Floor, Thammasat University, Tha Phrachan Campus
ชมฟรี ทุกวันอาทิตย์ ที่ห้องเรวัติ พุทธินันทน์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุดปรีดี มาหวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
(กรุณาบอกเจ้าหน้าที่หอสมุดว่าเข้าชมภาพยนตร์- Please infrom the library staffs of your purpose, No Need to pay Admission Free))

ร่วมฉลองครบรอบ 100 ปีของภาพยนตร์อินเดีย ผ่านสีสันอันหลากหลายจากหนังเงียบสุดคลาสสิค สู่หนังมหากาพย์แห่งยุคสมัย ถึงหนังน้ำเน่าน้ำตาริน และหนังคัลต์ขึ้นหิ้ง ในโปรแกรมหนังจาก Filmvirus ที่จะพาคุณสู่โลกแห่งหนังอินเดียอันหวือหวาพิศดารพันลึกกว่าที่เคยสัมผัส



7/07/56 
The Beginning 
A Throw of the Dice (1929) / 74 min / Director: Franz Osten
หนังเงียบเรื่องยิ่งใหญ่ของอินเดียที่แม้จะกำกับโดยคนทำหนังชาวเยอรมัน Franz Osten แต่ความสำคัญของหนังคือการที่ Osten นำเทคนิคทางภาพยนตร์มาใช้เล่าเรื่องราวส่วนหนึ่งจากมหากาพย์ ‘มหาภารตะ’ เป็นหนังเรื่องนี้ได้อย่างวิจิตงดงามที่สุด ตัวหนังยังถือเป็นหนังเงียบเพียงไม่กี่เรื่องที่เหลือรอดจวบจนปัจจุบันในสภาพสมบูรณ์ที่สุด พ้นจากหนังเรื่องนี้ไป Osten กับ Himansu Rai ได้ร่วมกันเปิดหน้าประวัติศาสตร์หนังเสียงของอินเดีย ด้วยการก่อตั้งสตูดิโอหนังที่สมบูรณ์พร้อมสุดในยุคนั้นอย่าง Bombay Talkies ซึ่งมีส่วนสำคัญยิ่งในการวางรากฐานหนังอินเดียยุคต่อมาให้เปี่ยมด้วยเทคนิคและคุณภาพระดับสากล




Sant Tukaram (1936) / 131 min / Director:  Vishnupant Govind Damle, Sheikh Fattelal
หนังเสียงเรื่องสำคัญของอินเดีย ถือเป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้โลกรู้จักวงการหนังอินเดียด้วย เพราะตัวหนังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสามหนังยอดเยี่ยมของเทศกาลหนังเวนิซ และยังเดินสายฉายเทศกาลอื่นๆ ทั่วโลก ในบ้านตัวเองหนังยังสร้างสถิติทำเงินสูงสุดและยืนโรงฉายยาวนานข้ามปี โดยหนังเล่าชีวิตของ Sant Tukaram นักบุญและกวีผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1608-1650 ไม่ได้เน้นไปที่ปาฏิหาริย์ซึ่งคนเลื่องลือกันช้านาน แต่กลับเน้นชีวิตของท่านจากคนธรรมดาจนกลายเป็นนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ 




14/07/56
The Epics 
Mughal-E-Azam (1960) / 173 min / Director: K. Asif 
อภิมหากาพย์หนังยิ่งใหญ่สุดตลอดกาลของอินเดีย เริ่มต้นจากความทะเยอทะยานอยากทำหนังสีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หากด้วยทุนสร้างบานปลาย การถ่ายทำยาวนานร่วมสิบปี และเทคโนโลยีที่ยังไม่ถึงพร้อมพอ ผู้กำกับ K.Asif จึงถ่ายทำเป็นขาวดำแต่ยังคงความเป็นมหากาพย์ในทุกอณู เล่าเรื่องราวของเจ้าชายซาลิม ผู้ตกอยู่ใต้เงาของพระบิดามหาจักรพรรดิ์อัคบาแห่งราชวงศ์โมกัล ความขัดแย้งระหว่างพ่อลูกปะทุขึ้นถึงขีดสุด เมื่อเจ้าชายซาลิมหลงรักนางระบำในวังและต้องการยกนางขึ้นเป็นมเหศี ในขณะที่กษัตริย์อัคบาจงชังฐานะอันต่ำต้อยของนางยิ่งกว่าสิ่งใด จนยังให้พ่อกับลูกถึงขั้นก่อสงครามเพื่อชิงความเป็นหนึ่งแห่งราชวงศ์โมกุล ตัวหนังต้องรอเวลาผ่านล่วงเกือบครึ่งศตวรรษ จึงมีการนำฟิล์มมาบูรณะเป็นหนังสีสวยสดสมความตั้งใจเดิมของผู้กำกับ K.Asif  






21/07/56 
The Melodrama 
Aradhana (1969) / 169 min / Director: Shakti Samanta 
คลาสสิคเหนือคำบรรยายกับหนังอินเดียที่เรียกน้ำตาคนไทยทั้งประเทศมาแล้ว พบพระเอกซุปเปอร์สตาร์คนแรกของวงการหนังอินเดีย ราเยส คันนา และดาราคู่ขวัญ ชามิลา ทากอร์ ในมหากาพย์ความรัก-พรักพรากของแม่ลูกคู่หนึ่ง เมื่อพ่อตายจากไปกระทันหัน ทำให้แม่ยอมยกลูกให้คนอื่น แลกกับการที่เธอคอยดูแลเขาให้เติบใหญ่ในฐานะแม่นม หากวันหนึ่งชะตาเล่นตลกอีกครั้ง เมื่อลูกสุดรักจนพลั้งมือฆ่าคนเข้า เธอจึงยอมรับผิดติดคุกแทน แต่ครั้นเวลาผ่านไปนับสิบปี ฟ้าจึงเป็นใจให้เธอกลับมาเจอหน้าลูกอีกครั้ง ทว่าเขากลับลืมเธอเสียแล้ว..  



28/07/56 
The Cult 
Mr. India (1988) / 179 min / Director: Shekhar Kapur 
ส่วนผสมระหว่างหนังไซไฟ+หนังมาซาล่าขนานแท้ ออกมาเป็นหนังอินเดียคัลท์ที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่ง จากผู้กำกับ เชกการ์ การ์ปูร์ ที่ต่อมาไปทำหนังลิเกฝรั่งอย่าง Elizabeth (1998) แต่ก่อนหน้านั้น เขาเคยพาเราท่องสู่ดินแดนแห่งความพาฝัน, สนุกสนาน และเมามันสุดเหวี่ยงใน Mr.India เมื่อทายาทนักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบสูตรทำให้มนุษย์ล่องหนได้ นำสูตรดังกล่าวมาใช้กับตัวจนกลายเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่ต้องเผชิญกับจักรวรรดิ์วายร้ายสุดโฉด ด้วยลูกล่อลูกชนแพรวพราวตามสไตล์หนังอินเดีย, ฉากบู๊ระเบิดเมือง และเพลงเพราะๆ บวกกับไอเดียสุดล้ำตามสไตล์หนังไซไฟ เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าหนังอินเดียก็โกไซไฟได้แจ๋วไม่แพ้ใครนะเออ   



4/08/56 
Mahabharata Saga
Raajneeti (2010) / 163 min / Director: Prakash Jha 
งานดัดแปลงจากมหากาพย์มหาภารตะ เป็นหนังการเมืองทันสมัยที่เล่าความขัดแย้งภายในพรรคการเมืองเก่าแก่ เกิดแตกหักนำสู่การแยกตัวของสมาชิกพรรคไปก่อตั้งพรรคใหม่ ยิ่งการเลือกตั้งงวดเข้ามามากเท่าไหร่ การแย่งชิงคะแนนเสียงยิ่งดุเดือดเลือดพล่านมากเท่านั้น นี่ไม่ใช่แค่เกมการเมืองบนกระดานแต่เดิมพันด้วยชีวิตของอีกฝ่าย จนกว่าจะล้างบางให้ตายตกตามกันไปข้าง ตัวหนังถูกวิจารณ์หนาหูว่านำเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์การเมืองอินเดียมาใช้ ทั้งการลอบสังหาร ราชีพ คานธี นายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของอินเดีย และการขึ้นสู่อำนาจของนาง โซเนีย คานธี ภรรยาชาวอิตาลีของนายราชีพ ที่เข้ามาเล่นการเมืองหลังสามีเสียชีวิต



11/08/56 
The Director  
ราช คาปูร์
Mera Naam Joker (1972) / 224 min / Director: Raj Kapoor
ผู้กำกับ-นักแสดง เจ้าของสมญา ‘ชาลี แชปลิน แห่งอินเดีย’ วางรากฐานหนังอินเดียยุคใหม่พร้อมๆ กับนำหนังอินเดียสู่ตลาดโลกคนแรกๆ ด้วยการเข้าชิง Palme d'Or ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ถึงสองครั้งในปี 1951 และ 1954 แม้ตอนทำ Mera Naam Joker เขาจะอายุ 47 ปีแล้ว หากหนังที่เจ้าตัวทั้งสร้าง, กำกับ และแสดงนำเองยังคงทรงพลังอย่างที่สุดจนเป็นมาสเตอร์พีชเรื่องสำคัญของอินเดีย ราช รับบทที่เหมือนล้อตัวเองกลายๆ กับบทบาทตัวตลกที่พยายามอย่างสุดความสามารถในการสร้างเสียงหัวเราะแก่ผู้ชม ทั้งที่ฉากหลังในชีวิตจริงผจญแต่ความขื่นขมจนน้ำตาเป็นสายเลือด




18/05/56
Tamil Cinema 
Mullum Malarum (1978) / 143 min / Director: J. Mahendran 
หนังรักซาบซึ้งผสมประเด็นทางชนชั้นในสังคมอินเดีย ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการหนังทมิฬ ซึ่งปรกติจะถูกมองเป็นลูกไล่หนังบอลลีวูด (หนังพูดภาษาฮินดี-มีฐานผลิตอยู่ที่เมืองมุมไบหรือชื่อเดิมคือบอมเบย์) เพราะนอกจากเนื้อหาจะหนักแน่นถึงแก่นประเด็นทางชนชั้น หนังยังสร้างซุปเปอร์สตาร์คนใหม่ที่จะมีอิทธิพลอย่างสูงต่อวงการหนังทมิฬจวบจนปัจจุบันอย่าง Rajinikanth เขายิ่งใหญ่พอๆ กับ อมิตาป บาจัน ในวงการหนังบอลลีวูดอย่างไรอย่างนั้น แม้พักหลังๆ Rajinikanth จะหันไปเล่นหนังแอ็คชั่นเข้าขั้นคัลท์ไปแล้วก็ตาม แต่ทุกคนไม่เคยลืมว่าครั้งหนึ่งบทบาทที่ดีสุดในชีวิตแกอยู่ในหนังเรื่องนี้! 


25/08/56
Telugu Cinema 
Magadheera (2009) / 166 min / Director: S.S. Rajamouli 
วงการหนังเตลูกูโดดเด่นด้วยการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของเอเชีย มีบริษัททำงานด้านเทคนิคภาพยนตร์ใหญ่ติดอันดับโลก และมีเมืองหนังซึ่งถึงพร้อมในการถ่ายทำหนังทุกประเภท งานช่วงหลังๆ ของที่นี่จึงโดดเด่นด้วยงานด้านเทคนิค ผสมกับเรื่องเล่ามโหฬารข้ามภพชาติเช่น Magadheera เมื่อชาตินึงตัวเอกเป็นยอดนักรบ ชาติถัดมาเขาเป็นเพียงเด็กแว้นซ์ ทว่าเมื่อระลึกชาติได้ ความเก่งเทพในชาติก่อนก็กลับคืนมา ถึงขนาดสู้กับกลุ่มวายร้ายได้เป็นเบือ รวมทั้งพังเฮลิคอปเตอร์ร่วงกลางอากาศได้ด้วยรถจิ๊พคันเดียว! 

1/09/56
The Biopic 
Dr. Babasaheb Ambedkar (2000) / 179 นาที  / Director: Jabbar Patel 
ทุกคนล้วนรู้จักมหาตมะ คานธี แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าในวิธีการต่อสู้แบบสันติอหิงสานั้น ยังมีนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลอีกคนร่วมยุคเดียวกันอย่าง Dr. Babasaheb Ambedkar โดยเฉพาะบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวชักนำให้ชนชั้น Dalit เปลี่ยนมานับถือพุทธ เพื่อลดช่องว่างทางวรรณะที่ศาสนาฮินดูสร้างไว้แก่พวกเขา เพื่อปลดแอกเป็นไทจากการกดขี่ทางสังคม ส่วนตัวหนังเต็มไปด้วยรายละเอียดทางการเมือง-สังคม และข้อแตกต่างทางชั้นชน ผ่านมุมมองของ Dr. Ambedkar ยังปรากฏบุคคลทางการเมืองสำคัญของอินเดียในยุคนั้นหลายต่อหลายคน รวมทั้งคานธีด้วย! 

7.6.13

Bookmoby และ Bookvirus ชวนชม ‘คืนวันหนึ่งที่ถนนตะแลงแกง'




Filmvirus ภูมิใจเสนอ




เนื่องในวันที่ 10 มิถุนายน 2556 จะครบวาระ ครบ 106 ปี มนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสั้นคลาสสิก ผู้ตีพิมพ์เรื่องสั้นหลายร้อยเรื่องตลอดชีวิตการทำงาน  เจ้าของเรื่องสั้นอย่าง จับตาย ท่อนแขนนางรำ และ ซาเก๊าะ    


ร้าน Bookmoby และ Bookvirus ชวนชมคืนวันหนึ่งที่ถนนตะแลงแกงภาพยนตร์สั้นโดย ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ  สร้างจากเรื่องสั้นของ มนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสั้นแห่งสยามประเทศ (ให้เสียงบรรยายโดย ศรัณยู วงศ์กระจ่าง)  


ฉายในวันอังคารที่ 11 มิถุนายน 2556 เวลา  18.30 .ที่ร้าน Bookmoby หอศิลป์กรุงเทพ ฯ (เลื่อนวันฉายหนึ่งวันฉายเพราะวันจันทร์หอศิลป์ปิดทำการ)


พร้อมร่วมวงเสวนากับ กัลปพฤกษ์ และผู้กำกับ ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ 


อำนวยการผลิตโดย จิราพร ใจแปง
เพลงโดย เฉลิมชาติ เจริญดียิ่ง และ ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ
บทภาพยนตร์โดย มนัส จรรยงค์ ดัดแปลงจากเรื่องสั้นชื่อเดียวกันของเขาเอง

1.6.13

แจ้งเปลี่ยนเรื่อง

แจ้งเปลี่ยนเรื่องครับท่านผู้ชม





 
สำหรับโปรแกรม Act of Realities ในวันที่ 2 มิถุนายน 
เนื่องจาก มีปัญหาทางเทคนิค เราจึงขอเปลี่ยนโปรแกรมเป็น 

THE EMPEROR'S NAKED ARMY MARCHES ON
และ 5 BROKEN CAMERAS 




5 BROKEN CAMERAS (EMAD BURNAT/2011/PALESTINE)

สารคดีแบบโฮมเมดทำโดยชายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในพรมแดนระหว่างปาลเสไตน์กับอิสราเอล แรกทีเดียวเขาตั้งใจจะซื้อกล้องวีดีโอมาบันทึกภาพลูกชายคนเล็กที่เพิ่งเกิด แต่เพราะเขาเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่มีกล้องเขาเลยกลายเป็นตากล้องจำเป็นที่บันทึกภาพความดุเดือดโหดเหี้ยของคนในหมู่บ้านที่โดนทหารอิสราเอลรุกไล่ที่ไปเรื่อยๆ

ตลอดเวลาหลายปี หนังเรื่องนี้เติบโตไปพร้อมกับบุตรชายของเขาและความขัดแย้งที่ไม่จบสิ้น หนังทั้งเรื่องคือการบันทึกโดยกล้อง 5ตัวที่พังปทีละตัวจากการอยู่ในความขัดแย้งที่กัดกินผุ้คน เด็กๆเติบโตขึ้น ผู้คนล้มหายตายจาก นี่คือสิ่งที่กล้องบันทึกได้จากคนที่อยู่ข้างในจริง ๆ จนเจ็บปวด 

10.5.12

ฟิล์มไวรัส เสนอ โปรแกรมหนังคาวบอย Ride in the Whirlwind

ฟิล์มไวรัส ชวนชม ดูหนังอย่างชาญชนะ - โปรแกรมหนังคาวบอย Ride in the Whirlwind



ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เชิญชม

Ride in the Whirlwind

ทุกวันอาทิตย์ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม – 16 กันยายน 2555 ตั้งแต่เวลา 12:30 น. เป็นต้นไป

ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี พนมยงค์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

โทรศัพท์ 0-2613-3529 หรือ 0-2613-3530

ชมฟรี!!! (โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ)

คัดเลือกภาพยนตร์โดย: ชาญชนะ หอมทรัพย์, the man who


วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2555 The Great Silence

12.30 น. The Great Train Robbery (US, 1903, 11min) กำกับโดย Edwin S. Porter

The Story of the Kelly Gang (Australia, 1906, 17min) กำกับโดย Charles Tait

The Last of the Mohicans (US, 1920, 73min) กำกับโดย Maurice Tourneur,

Clarence Brown

14.30 น. West of Hot Dog (US, 1924, 30min) กำกับโดย Joe Rock

Go West (US, 1925, 69min) กำกับโดย Buster Keaton



วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม 2555 A Prairie Home Companion (American traditions)

12.00 น. Duel in the Sun (US, 1946, 144min) กำกับโดย King Vidor

14.30 น. Johnny Guitar (US, 1954, 110min) กำกับโดย Nicholas Ray



วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2555

12.30 น. Warlock (US, 1959, 122min) กำกับโดย Edward Dmytryk

14.45 น. One-Eyed Jacks (US, 1961, 141min) กำกับโดย Marlon Brando



วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2555

12.30 น. Greaser's Palace (US, 1972, 91min) กำกับโดย Robert Downey Sr.

14.20 น. The Ballad of Little Jo (US, 1993, 121min) กำกับโดย Maggie Greenwald



วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2555 The Iconics: William S. Hart & Clint Eastwood

12.30 น. Tumbleweeds (US, 1925, 78min) กำกับโดย King Baggot

14.15 น. High Plains Drifter (US, 1973, 105min) กำกับโดย Clint Eastwood



วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน 2555 The Heroic Duo: Jesse James & Wyatt Earp

12.30 น. I Shot Jesse James (US, 1949, 81min) กำกับโดย Samuel Fuller

14.15 น. My Darling Clementine (US, 1946, 78min) กำกับโดย John Ford



วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน 2555 Spaghetti Westerns

12.30 น. The Great Silence (Italy, 1968, 105min) กำกับโดย Sergio Corbucci

14.30 น. The Big Gundown (Italy, 1966, 80min) กำกับโดย Sergio Sollima



วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม 2555 Red Westerns

12.30 น. The Thirteen (USSR, 1936, 90min) กำกับโดย Mikhail Romm

14.15 น. White Sun of the Desert (USSR, 1970, 80min) กำกับโดย Vladimir Motyl



วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม 2555 Viva Latino

12.30 น. Antonio das Mortes (Brazil, 1969) กำกับโดย Glauber Rocha

14.30 น. The Living Coffin (Mexico, 1959) กำกับโดย Fernando Méndez (ซับอังกฤษ)



วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2555 European on the Prairies

12.30 น. Lemonade Joe (Czechoslovakia, 1964, 99min) กำกับโดย Oldrich Lipsky

14.30 น. Winnetou - 1. Teil (Germany, 1963, 101min) กำกับโดย Harald Rein (ซับอังกฤษ)



วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม 2555 Asian Westerns: Dimsum & Masala

12.30 น. Mera Gaon Mera Desh (India, 1971, 150min) กำกับโดย Raj Khosla (ซับอังกฤษ)

15.15 น. Welcome to Shama Town (China, 2010, 104min) กำกับโดย Weiran Li (ซับอังกฤษ)



วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน 2555 Lonesome Cowboys

12.30 น. Lonely are the Brave (US, 1962, 102min) กำกับโดย David Miller

14.30 น. A Girl is a Gun (France, 1971, 75min) กำกับโดย Luc Moullet



วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน 2555 Cowboys from another Planets

12.30 น. El Topo (Mexico, 1970, 125min) กำกับโดย Alejandro Jodorowsky

14.45 น. Don't Touch the White Woman! (France, 1974, 108min) กำกับโดย Marco Ferrer



วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2555 Modern Westerns

12.30 น. Bring Me the Head of Alfredo Garcia (US, 1974, 112min) กำกับโดย Sam Peckinpah

14.30 น. Dead Man (US, 1995, 121min) กำกับโดย Jim Jarmusch



เรื่องย่อภาพยนตร์



The Great Train Robbery (US, 1903, 11min) กำกับโดย Edwin S. Porter

หนังคาวบอยเรื่องแรกของโลก เล่าถึงวีรกรรมปล้นรถไฟสุดอุกอาจของกลุ่มโจรปืนไว ที่หลังปฏิบัติการณ์สำเร็จก็หลบหนีการไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ไปตามแนวป่า และจบลงด้วยสงครามปืนสุดเดือดระหว่างสองฝ่าย



The Story of the Kelly Gang (Australia, 1906, 17min) กำกับโดย Charles Tait

หลังกระทบกระทั่งกับตำรวจรวจมาตลอดหลายปีจนถึงขั้นลงมือสังหารตำรวจนายหนึ่ง เหล่าแก็งค์โจรตระกูลแคลลี่นำโดย เนด เคลลี่ ผู้เกรียงไกร ก็โดนตำรวจทั้งกรมไล่ล่าทั่วแดน แต่เขาไม่ยอมจำนน กลับเลือกสู้ตายถวายหัวแม้จะถูกต้อนให้จนมุมแค่ไหนก็ตาม



The Last of the Mohicans (US, 1920, 73min) กำกับโดย Maurice Tourneur, Clarence Brown

ช่วงสงครามแย่งชิงดินแดนอเมริกาตอนเหนือระหว่างทัพฝรั่งเศสกับอังกฤษ คอร่า และอลิซ มันโร สองสาวชาวอังกฤษต้องเดินเท้าฝ่าเดนอันตรายที่มีทั้งกองทหารฝรั่งเศส, อินเดียนแดงบ้าเลือด ตามไล่ล่าเธอ โดยมี ‘ฮอว์กอาย’ หนุ่มผิวขาวที่ถูกอินเดียนแดงเก็บไปเลี้ยง อาสานำทางสู่ค่ายทหารที่พ่อเธอบัญชาการอยู่



West of Hot Dog (US, 1924, 30min) กำกับโดย Joe Rock

แสตน ลอร์เรล ดาวตลกยอดนิยมฉายเดี่ยวในหนังผจญดินแดนตะวันตก เมื่อการเดินทางไปรับมรดกก้อนโตตามพินัยกรรมของลุง ซึ่งหนึ่งในนั้นมีซาลูน ‘The Last Chance Saloon' อันโอ่อ่าไมได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะยังมีมารผจญเป็นกลุ่มโจรสุดเหี้ยมนำโดย ไมค์ ที่ดันมีข้อระบุในพินัยกรรมว่าจะได้สมบัตินั้นด้วย ..ถ้าลอร์เรลตาย!



Go West (US, 1925, 69min) กำกับโดย Buster Keaton

บัสเตอร์ คีตัน สวมบทนักเสี่ยงโชคมุ่งหน้าสู่แดนตะวันตก แล้วจับพลัดจับพลูได้ทำงานเป็นโรดีโอขี่ม้าผาดโผน, คาวบอยดูแลฝูงวัว ไปจนถึงทำฟาร์มโคนม แต่เมื่อวัวนมแสนรักกำลังถูกต้อนเข้าโรงฆ่าสัตว์ เขาจึงบุกเข้าไปช่วยให้เป็นอิสระ ก่อนจะพลาดปล่อยฝูงวัวมหาศาลหลุดวิ่งตะลุยสู่กลางเมืองแอลเออันแสนวุ่นวาย!



Duel in the Sun (US, 1946, 144min) กำกับโดย King Vidor

สาวลูกครึ่งเม็กซิกัน-อเมริกัน ต้องระเหเรร่อนไปอยู่กับเพื่อนรักพ่อที่จำใจรับมาอยู่ด้วย หลังพ่อเธอถูกจับแขวนคอในคดีฆ่าแม่กับชู้รัก ความสาวและสวยทำให้ใครต่อใครหลงไหลเธอ หากหญิงสาวกลับมีใจรักเดียวแก่เจสซี่ลูกชายคนโตของเพื่อนพ่อ ขณะที่ลิวท์ (เกรเกอรี่ เป็ค) ลูกชายคนเล็กนิสัยกักขฬะบุกขืนใจเธอในคืนหนึ่ง ไม่ว่าจะเพื่อครอบครองหรือเอาชนะพี่ชาย แต่มันได้นำมาซึ่งโศกนาฏกรรมรัก-แค้นที่ทำลายครอบครัวนี้ให้ย่อยยับโดยทั้งคู่ไม่รู้ตัว



Johnny Guitar (US, 1954, 110min) กำกับโดย Nicholas Ray

เวียนนา (โจน ครอว์ฟอร์ด) สาวแกร่งเจ้าของซาลูนตกเป็นขี้ปากชาวบ้านฐานมีสัมพันธ์สวาทกับมหาโจร จวบจนเหตุปล้นครั้งใหญ่ทำให้ทุกคนในเมืองมองว่าเธอสมรู้ร่วมคิด นำมาสู่การตั้งศาลเตี้ยนำโดยสาวคู่แค้นปลุกระดมให้บุกจับเธอแขวนคอ-เผาซาลูนเสีย จะมีก็เพียงนักกีตาร์หนุ่มนิรนาม (สเตอร์ลิ่ง เฮย์เด่น) ที่ช่วยเหลือเธอได้



Warlock (US, 1959, 122min) กำกับโดย Edward Dmytryk

ชาวเมืองหมดความอดทนกับแก็งค์โจรป่วนเมืองจนต้องจ้าง เคลย์ และ ทอม คู่หูนายอำเภอมือปราบเข้ามาจัดการ แต่ไม่ทันจะทำอะไรก็มีเรื่องยุ่งๆ ทั้งหญิงต่างถิ่นที่มาเยือนหมายล้างแค้นทั้งคู่, เคลย์อยากแต่งงานกับสาวงามประจำเมือง รวมทั้งพร้อมทิ้งทอมเลิกอาชีพนี้เสีย ทำให้ทอมขอนองเลือดกับเพื่อนรักดีกว่าถูกทิ้งให้เดียวดาย



One-Eyed Jacks (US, 1961, 141min) กำกับโดย Marlon Brando

ริโอ มือปืนดีเดือดแหกคุกเพื่อตามล้างแค้นเพื่อนเก่า ลองเวิร์ธ ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นนายอำเภอมือสะอาดแห่งแคลิฟอร์เนียร์ไปแล้ว มันคงไม่ยากอะไรถ้าไม่เขาไม่เกิดตกหลุมรักลูกเลี้ยงเพื่อนคู่แค้นรายนี้ พร้อมๆ กับวางแผนปล้นธนาคารในเมืองไปด้วยกัน



Greaser's Palace (US, 1972, 91min) กำกับโดย Robert Downey Sr.

นักแสวงบุญเดินทางรอนแรมสู่เมืองเถื่อน ด้วยหวังว่าจะหางานเป็น ‘นักเต้นกินรำกิน’ เลี้ยงชีพไปวันๆ หากเขากลับถูกหมายหัวจากเจ้าพ่อประจำเมือง ทว่าเมื่อเขาเกิดช่วยชุบชีวิตลูกชายเจ้าพ่อได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ตามมาด้วยเรื่องราวพิลึกพิลั่นมากมายที่คล้ายดั่งการนำตำนานพระเยซูมาเล่าใหม่ก็ไม่ปาน



The Ballad of Little Jo (US, 1993, 121min) กำกับโดย Maggie Greenwald

โจเซฟีน โมนากัน สาวเคราะห์ร้ายโดนคนใกล้ตัวข่มขืนจนท้อง เธอตัดสินใจหนีออกจากบ้านและพบว่าชีวิตผู้หญิงในโลกตะวันตกนี่บัดซบเพียงใด ทางเดียวที่จะรอดคือเธอต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น ‘ผู้ชาย’ ด้วยการแต่งกายเช่นบุรุษ, ใช้ชื่อ โจ และหางานทำในเหมืองหินยังเมืองไกล พร้อมๆ กับเอาชีวิตรอดด้วยวิถีนักเลงปืน



Tumbleweeds (US, 1925, 78min) กำกับโดย King Baggot

เมื่อรัฐบาลเปิดการแข่งขันแย่งชิงผืนดินที่ให้ใครก็ตามที่ควบม้าวิ่งเข้าเส้นชัยในเวลาที่กำหนด จะได้รับผืนดินในแถบโอกลาโฮม่าไปครอง ดอน คาร์เวอร์ เป็นหนึ่งในคนที่หมายใจร่วมเข้าแข่งครั้งนี้ เพื่อจะได้มีที่ดินผืนเล็กๆ ปลูกบ้านใช้ชีวิตกับสาวคนรัก แต่เขากลับถูกจับก่อนเริ่มแข่งไม่กี่วันและมีเพียงคู่หูตัวแสบที่ช่วยเหลือเขาได้



High Plains Drifter (US, 1973, 105min) กำกับโดย Clint Eastwood

เมืองไกลปืนเที่ยงถูกคุกคามโดยเหล่าโจรร้าย นายอำเภอคนแล้วคนเล่าถูกฆ่าอย่างทารุณโดยไม่มีใครช่วยเหลือ กระทั่งการมาถึงของคาวบอยนิรนามผู้ถูกชาวเมืองรวมกันจ้างวานให้ปกป้องพวกเขา แต่หลังสอนการใช้ปืนและยุทธวิธีการต่อสู้ทั้งหมดให้ ชาวเมืองกลับรวมหัวหักหลังลอบฆ่าเขา เพียงเพื่อจะพบว่าเมื่อโจรร้ายได้หวนกลับมาล้างแค้นชาวเมือง ไม่มีใครอยู่ปกป้องพวกเขาอีกแล้ว และที่นี่กำลังกลายเป็น ‘นรก’ สำหรับทุกคน



I Shot Jesse James (US, 1949, 81min) กำกับโดย Samuel Fuller

หลังฆ่าจอมโจรคนดัง เจสเส เจมส์ เพื่อหวังเงินรางวัลนำจับหมื่นเหรียญ เพราะ โรเบิร์ต ฟอร์ด เชื่อว่าเงินเหล่านี้จะนำพาความสุขมาให้รวมทั้งพิชิตใจคนรักได้เสียที หากชีวิตเขากลับดำดิ่ง ถูกประนามเป็นไอ้ขี้ขลาด, ได้เงินค่าหัวแค่ห้าร้อย, ติดคุก, แถมแฟนสาวยังหมางเมิน และยังต้องหนีการไล่ล่าจากมือปืนทั่วแดนที่หมายฆ่า ‘ชายผู้ฆ่าเจสเส เจมส์’



My Darling Clementine (US, 1946, 78min) กำกับโดย John Ford

การเสียชีวิตของน้องชายคนเล็กสุดในตระกูลเอิร์พพร้อมๆ กับวัวควายนับร้อยที่หายไปไร้ร่องรอย ทำให้ ไวแอต เอิร์พ รวมทั้งพี่น้องอีกสองคน กลับมาจับปืนสวมตรานายอำเภอประจำเมือง ‘ทูมสโตน’ เพื่อหมายล้างแค้น ‘พวกแคลนตัน’ วายร้ายตัวเอ้ที่ปล้นชิงวัวควายและต้องสงสัยว่าเป็นฆาตรกร ก่อนเข้าสู่สงครามปืนกับพวกแคลนตัน ณ คอกม้า O.K. Corral โดยมีนักพนันและสิงปืนไว ด็อค ฮอลลิเดย์ เคียงข้าง



The Great Silence (Italy, 1968, 105min) กำกับโดย Sergio Corbucci

มือปืนใบ้รับงานกวาดล้างพวกนักล่าค่าหัวจอมถ่อยในเมืองไกล โดยมีนายอำเภอคอยจับตาทั้งสองฝ่ายไม่ห่าง รวมทั้งเหล่าพวกคนนอกกฏหมายที่เฝ้ารอกลับเข้าเมือง แต่ทั้งหมดนั้นไม่ง่ายเลยเพราะเหล่านักล่าค่าหัวยังมีเศรษฐีใหญ่ประจำเมืองคอยหนุนหลังอยู่ ด้วยเป้าหมายขจัดทุกคนที่ขวางทางเขา



The Big Gundown (Italy, 1966, 80min) กำกับโดย Sergio Sollima

คูชินโญ่ หนุ่มเม็กซิกันหนีคดีฆ่าข่มขืนเด็กสาวผิวขาวไปสุดชายแดนเท็กซัสสู่เม็กซิโก พร้อมๆ กับหนีการไล่ล่าจากมือปืนจอมเก๋าที่รับคำสั่งนักการเมืองใหญ่ในเท็กซัส แต่ระหว่างนั้นทั้งผู้ล่าและถูกล่าได้เรียนรู้ถึงความจริงบางอย่าง ก่อนตระหนักว่าพวกเขาเป็นแค่เบี้ยในเกมการเมืองที่มีความตายเป็นเครื่องมือสำคัญ



The Thirteen (USSR, 1936, 90min) กำกับโดย Mikhail Romm

กองทหารม้าเฝ้าอารักขาคาราวานคนเมืองผ่านทุ่งทะเลทรายรกร้าง หลังจากหลุดพ้นจากโหมพายุหฤโหด ดูท่าว่าทั้งกองม้าจะได้แล่นตะบึงหลงเข้าสู่ภูมิทัศนอันไม่คุ้นชิน ที่แท้จริงแล้วคือถิ่นของเหล่าโจรทะเลทรายที่คอยท่าปล้นสดมภ์เหล่านักเดินทางผู้หลงเข้าสู่เงื้อมมือ



White Sun of the Desert (USSR, 1970, 80min) กำกับโดย Vladimir Motyl

เฟดอร์ ผู้พันหนุ่มที่เพิ่งปลดประจำการจากกรำศึก เดินทางกลับมาตุภูมิด้วยใจที่คับคั่งอื้ออึงด้วยภาพของคนรักที่ห่างเหินไปแสนนาน ระหว่างทางอันแสนหดหู่ด้วยทะเลทรายลับตาเขาเฝ้าเขียนจดหมาย-ที่ไมเคยส่ง-บอกเล่าการโลดโผนผจญภัยให้กับเธอ ทว่าการเดินทางยังคงไม่สิ้นสุด เฟเดอร์ ต้องเข้ารับหน้าที่คุ้มกันเหล่าสาวงามจากฮาเร็มให้รอดเงื้อมมือหฤโหดของจอมโจรทะเลทราย อดุลลา ที่หมายจะเอาชีวิตสาวเจ้า



Antonio das Mortes (Brazil, 1969) กำกับโดย Glauber Rocha

29 ปีให้หลังจากการปราบ Corisco มหาโจรคนสุดท้ายแห่งดินแดนใต้ฟ้าอาทิตอุทัย Antonio หรือปีศาจดำ (the black god) วีรบุรุษผู้ที่ทั้งชีวิตชาชินอยู่กับการประหัตประหารเหล่าร้ายกำลังจมจ่อมอยู่กับความว่างเปล่าของชีวิต จนกระทั่งการลุแก่อำนาจของบารอนเฒ่าได้จุดไฟร้อนระอุให้แก่ดินแห่งนี้อีกครั้ง กระตุกหนวดของเสื้อถ้ำอย่าง Antonio ให้ออกผจญยุทธจักรที่เขาคุ้นชินอีกครั้งหน



The Living Coffin (Mexico, 1959, 72min) กำกับโดย Fernando Méndez

คาวบอยหนุ่มกับคู่ดูเดินทางสู่เมืองแห่งหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความลึกลับกับค่ำร่ำลือถึงคำสาปของสาวใหญ่ผู้ตายจากอย่างมีเงื่อนงำ ต่อผู้คนในบ้านไร่รวมทั้งลูกสาวคนสวยที่ทั้งคู่ไปขอพักอาศัยอยู่ด้วย

ไม่ช้าก็มีผู้คนล้มตายศพแล้วศพเล่า ชาวบ้านเชื่อกันว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะตุ๊กตาสีแดงที่คาวบอยหนุ่มนำติดตัวมาด้วย มันคือตุ๊กตาอาถรรพ์ที่ปลุกวิญญาณร้ายให้ตื่นขึ้นล้างแค้นด้วยเลือด



Lemonade Joe (Czechoslovakia, 1964, 99min) กำกับโดย Oldrich Lipsky

หมู่บ้านไกลปืนเที่ยงกลางทะเลยทราย ถิ่นของเหล่าอาชกรเสร็งเคร็งสุดเงื้อมมือของกฏหมาย ไอ่หนุ่ม Lemonade Joe ฮีโร่ในชุดเลื่อมเงินผู้นิยมกระดกน้ำมะนาวแทนเหล้า ควบม้าเข้าสู่เมืองพร้อมประกาศก้องกับการมาของกฏหมาย แต่การจะสร้างขื่อแปใก้แก่บ้านป่าเมืองเถือนแห่งนี้ไม่ใช่ของง่าย เมื่อต้องผจญกับขุนโจรขาใหญ่ Hogo Fogo และผองสมุน



Winnetou - 1. Teil (Germany, 1963, 101min) กำกับโดย Harald Rein

การก่อสร้างทางรถไฟทอดสู่ดินแดนของอินเดียนแดง นำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนพื้นเมืองและบริษัทการรถไฟ กลายเป็นสงครามย่อมๆ ที่เปิดช่องให้แก็งค์โจรของแซนเตอร์ ลอบบุกเข้าเขตศักดิ์สิทธิ์ของพวกอินเดียนแดงด้วยเชื่อว่ามีขุมทองอยู่ มีเพียง โอลด์ แชตเตอร์แฮนด์ พรานมือฉมังชาวเยอรมันกับพี่น้องร่วมสาบาน ไวนน์ตู Winnetou หัวหน้าเผ่าอปาช่าจะร่วมมือหยุดยั้งแผนชั่วนี้ได้



Mera Gaon Mera Desh (India, 1971, 150min) กำกับโดย Raj Khosla

หลังออกจากคุก อาจิตต์ หัวขโมยตัวแสบก็ได้โอกาสกลับตัวครั้งใหม่ เมื่อนายพันแขนพิการชักชวนให้เขามาปกป้องหมู่บ้านไกลปืนเที่ยง ซึ่งถูกคุกคามโดยมหาวายร้าย จับบาร์ สิงห์ แต่เขาจะทำอะไรได้ในเมื่อชาวบ้านหวาดกลัวหัวหด มีแค่อันจู สาวงามเมืองกับ ดากัต นางระบำเร่คอยช่วยเหลือเขาเท่านั้น



Welcome to Shama Town (China, 2010, 104min) กำกับโดย Weiran Li

เมืองเล็กๆ ทางเหนือของจีนที่ใกล้ตายด้วยแทบไม่มีรายได้ใดๆ หมุนเวียน ไร้นักท่องเที่ยว ไร้งาน ร้อนจน เกาเพ่ง พ่อเมืองหัวเสปั้นแผนโปรโมตเมืองสุดเก๋ด้วยการนำตำนานโบราณ ว่าด้วยกลุ่มโจรที่เคยขโมยสมบัติของราชวงศ์ชิงมาซุกซ่อนในเมืองแถบเหนือ มาโมเมว่าเมืองในตำนานนั้นคือที่นี่แหละ! เพื่อหวังดึงดูดนักท่องเที่ยวให้แห่เหนมาล่าสมบัติ แต่กลับดึงดูดโจรทั่วโลกมาชุมนุมเพื่อล่าขุมทองกันที่นี่แทน



Lonely are the Brave (US, 1962, 102min) กำกับโดย David Miller

โลกยุคใหม่อาจเป็นแดนศิวิไลซ์สำหรับคนส่วนใหญ่ แต่กับ แจ็ค เบิร์นส์ มันคือนรกทั้งเป็น เขาโหยหาคุณค่าของลูกผู้ชายที่ ‘ทำในสิ่งที่ถูกต้อง’ นำมาสู่การเข้าคุกเพื่อช่วยเพื่อนรัก หากกลับถูกปฏิเสธจนแจ็คตัดสินใจแหกคุกเพียงลำพัง ก่อนใช้เพียงม้าคู่ใจตะลุยป่าฝ่าดงหนีการไล่ล่าของตำรวจที่พร้อมทั้งรถยนต์และเฮลิคอปเตอร์ เพื่อพิสูจน์คุณค่าแห่งวีถีลูกผู้ชายแบบเก่าที่เขาเชื่อมั่นเสมอมา



A Girl is a Gun (France, 1971, 75min) กำกับโดย Luc Moullet

การเดินทางประหลาดโลกของหนุ่มคาวบอยหน้ามน Billy the kid กำลังหลบหนีการไล่ล่าที่เเห่งหนหนึ่ง ณ ตะเข็บชายแดน Mexico ด้านหนึ่งเป็นจอมโจรผู้โหดเหี้ยมทว่าประดักประเดิดด้วยความผิดพลาดอยู่ทุกเมือ่ Billy ลอบติดตามหนุ่มนักเดินทางสู่ทะเลทรายเวิ้งว้างซึ่งลงท้ายด้วยการปล้นฆ่าอย่างเหี้ยมโหด เขาออกเดินทางโดดเดี่ยวอีกคราโดยที่หารู้ไม่ว่าสาวคู่รักของหนุ่มเคราะห์ร้ายกำลังเฝ้าติดตามด้วยแรงแค้นสุมอก



El Topo (Mexico, 1970, 125min) กำกับโดย Alejandro Jodorowsky

มือปืนพเนรจรนาม เอล โทโป กระเตงลูกชายวัยหกขวบเดินทางข้ามทะเลทรายก่อนพบหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยซากศพ เขาตัดสินใจตามล่า ‘ผู้พัน’ ที่กระทำการเหี้ยมโหดนี้ ด้วยความช่วยเหลือของหญิงสาวลึกลับสองคน แต่ก่อนถึงตัวบงการเขาต้องผ่าน 4 สุดยอดมือปืนและดินแดนพิลึกพิลั่นสุดหยั่งถึง



Don't Touch the White Woman! (France, 1974, 108min) กำกับโดย Marco Ferrer

มหานคร ปารีส ในยุคที่ไม่สามารถจำกัดความถึงช่วงเวลา เหล่ากองทับคาวบอยหลงยุคนำโดยนายพล George Armstrong Custer และ Buffalo Bill ทหารพรานทุพพลภาพ อีกด้านหนึ่งทางฝ่ายอินเดียนคู่แค้นนาม Mitch นั้นเปิดร้านขายของที่ระลึกอินเดียนแดงอยู่อีกฟากหนึ่งของเมือง เมื่อเหตุการณ์ระอุถึงขึ้นแตกหัก สมรภูมิระหว่างเหล่าอินเดียนเจ้าถิ่นกับกองพันคาวบอยนั้นมีขึ้น ณ เขตพื้นที่ก่อสร้างกลางหมานครปารีส ซึ่งในช่วงขณะเวลาเดียวกันนั้น อเมริกา ที่นำโดย Richard Nixon กำลังรุกคืบเข้าสู่เวียดนาม



Bring Me the Head of Alfredo Garcia (US, 1974, 112min) กำกับโดย Sam Peckinpah

งานหมูๆ อย่างการนำหัว การ์เซียร์ หนุ่มดวงกุดที่ถูกฆ่าตายในโรงแรมจิ้งหรีดไปขึ้นเงินค่าหัวกับเจ้าพ่อตัวเอ้แห่งเม็กซิโก ทำให้ เบนนี่ นักเปียนโนต๊อกต๋อยในผับซ่อมซ่อริมชายแดนจะได้กลับสู่อเมริกาซักที แถมยังมี เอลิต้า สาวเม็กซิกันคนงามร่วมเดินทางไปด้วย แต่เขาหารู้ไม่ว่าเส้นทางนี้กลายเป็นนรก เมื่อต้องผจญทั้งแก็งค์มอเตอร์ไซค์ขี้ยา และบรรดาญาติๆ สุดเหี้ยมของการ์เซียร์ที่ตามล่าหัวเขาไม่ลดละ



Dead Man (US, 1995, 121min) กำกับโดย Jim Jarmusch

วิลเลี่ยม เบลค นักบัญชีหนุ่มมุ่งหน้าสู่แดนตะวันตกเพื่องานใหม่ แต่กลับพลั้งมือฆ่านักเลงปืนเจ้าถิ่นจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน แถมถูกยิงปางตายจนกลายเป็น ‘คนครึ่งผี’ โชคดีที่มีหมอผีอินเดียนแดงช่วยไว้ รวมทั้งพาเขาหลบหนีการตามล่าจากทั้งมือปืนและบาทหลวง เพื่อมุ่งหน้าไปยังแม่น้ำสู่ปรโลก เพื่อที่เบลคจะได้ตายอย่างสงบ

15.2.12

POLISH NEW WAVE

ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เชิญชม

POLISH NEW WAVE : a phenomenon that never existed

ทุกวันอาทิตย์ระหว่างวันที่ 12 กุมภาพันธ์ – 1 เมษายน 2545 ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป
ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โทรศัพท์ 0-2613-3529 หรือ 0-2613-3530

ชมฟรี!!! (โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ)

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์
12.30 น. The Last Day of Summer (1958, 66min) กำกับโดย Tadeusz Konwicki
14.00 น. Nobody's Calling (1960, 86min) กำกับโดย Kazimierz Kutz

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์
12.30 น. Identification Marks: None (1964, 73min) กำกับโดย Jerzy Skolimowski
14.15 น. Barrier (1966, 77min) กำกับโดย Jerzy Skolimowski

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์
12.30 น. The Structure of Crystal (1969, 74min) กำกับโดย Krzysztof Zanussi
14.15 น. The Illumination (1973, 87min) กำกับโดย Krzysztof Zanussi

วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม
12.30 น. The Third Part of the Night (1971, 95min) กำกับโดย Andrzej Zulawski
14.30 น. The Hour-Glass Sanatorium (1973, 124min) กำกับโดย Wojciech Has

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม
12.30 น. The Days of Matthew (1968, 80min) กำกับโดย Witold Leszczynski
14.15 น. Konopielka (1983, 95min) กำกับโดย Witold Leszczynsk

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม
12.30 น. Through and Through (1973, 70min) กำกับโดย Grzegorz Krolikiewicz
14.15 น. Permanent Objections (1975, 70min) กำกับโดย Grzegorz Krolikiewicz

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม
12.30 น. The Hydro-riddle (1970, 70min) กำกับโดย Andrzej Kondratiuk
14.00 น. Golem (1980, 89min) กำกับโดย Piotr Szulkin

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน
12.00 น. Mother Joan of the Angels (1961, 110min) กำกับโดย Jerzy Kawalerowicz
14.00 น. Pharaoh (1966, 180min) กำกับโดย Jerzy Kawalerowicz

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน
12.30 น. Wojciech Wiszniewski's short documentaries (1967-78) กำกับโดย Wojciech Wiszniewski
14.30 น. Kazimierz Karabasz's short documentaries (1955-1973) กำกับโดย Kazimierz Karabasz

เรื่องย่อภาพยนตร์

Mother Joan of the Angels (1961, 110min) กำกับโดย Jerzy Kawalerowicz
ย้อนเรื่องราวสู่โปแลนด์ในยุคกลาง เมื่อเหล่าแม่ชีประจำโบสถ์ในถิ่นไกลที่ต่างดูเหมือนว่าตกอยู่ใต้มนต์สะกดแห่งซาตาน เลยเถิดสู่การลงโทษเผาทั้งเป็นต่อนักบวช นายหนึ่ง เป็นเหตุให้หลวงพ่อซูรินต้องเดินทางเพื่อเสาะหาความจริง

Pharaoh (1966, 180min) กำกับโดย Jerzy Kawalerowicz
การสิ้นพระชนย์ของฟาโรห์องค์ก่อน นำมาซึ่งการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างเหล่าผู้จงรักภักดีต่อองค์ฟาโรห์รามเสสที่6ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ และกลุ่มนักบวชผู้ต้องการยึดครองอำนาจเป็นของตน

The Last Day of Summer (1958, 66min) กำกับโดย Tadeusz Konwicki
สองคู่ตุนาหงันพบกันกลางท่ามกลางทะเลทรายอันโดดเดี่ยว ทว่าสถานที่แห่งนั้นเปล่าเปลี่ยวเกินกว่าที่จะพร่ำเพลงรัก แต่มันพาทั้งคู่ตกเข้าสู่ภวังค์แห่งความทรงจำอันเงียบงันจากสงครามอันยากจะลบเลือน

Nobody's Calling (1960, 86min) กำกับโดย Kazimierz Kutz
สร้างจากนิยายชื่อเดียกันซึ่งไม่เคยถูกตีพิมพ์ในโปแลนด์ของ Jozef Hen เล่าเรื่องชะตาชีวิตชาวโปแลนด์ในยุคข้าวยากหมากแพงในช่วงสงคราม ผ่านตัวละครสองหนุ่มสาวอันเป็นดั่งภาพแทนของการเฝ้ามองสู่ความหวังและความฝัน

Identification Marks: None (1964, 73min) กำกับโดย Jerzy Skolimowski
หนุ่มนักศึกษาวิชามีนวิทยาผู้เหลือเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการใช้ชีวิตปกติสุขและจัดการสิ่งที่คั่งข้าง ก่อนที่ต้องเดินหน้าเข้าสู่รั้วกองพันเข้าสู่การเป็นทหารที่จะพรากชีวิตวัยหนุ่มเขาไปตลอดกาล

Barrier (1966, 77min) กำกับโดย Jerzy Skolimowski
บทบันทึกการไม่ยอมจำนนต่อสังคมและรัฐของวัยหนุ่มเล่าเรื่องผ่าน นักศึกษาแพทย์ผู้ออกเดินสู่หนทางโดดเดี่ยวเพื่อค้นหาโลกใหม่และทะลายม่านหมอกแห่งความหวดกลัวของสังคมเผด็จการ

The Structure of Crystal (1969, 74min) กำกับโดย Krzysztof Zanussi
มาเร็คนักฟิสิกส์ชื่อก้องมุ่งหน้าสู่ต่างเมืองเพื่อพบกับแจนเกลอเก่าเมื่อครั้งเป็นนักศึกษา ทว่าดูเหมือนว่าแจนนั้นได้หลีกหนีจากสังคมโดยสิ้นเชิงและดำดิ่งเข้าสู่จิตวิญญาณภายใน

The Illumination (1973, 87min) กำกับโดย Krzysztof Zanussi
เรื่องราวตามติดชีวิตของเด็กหนุ่มฟรานซิสเซกตั้งแต่ครั้งเข้าเรียนสู่เดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัย ที่นอกเหนือจากจากชีวิตการเรียนแล้ว การดำดิ่งสู่การเรียนรู้ก้นบึ้งที่แท้จริงของชีวิตนั้นนำพาเขาเข้าสู่โลกใบที่แท้จริง

The Third Part of the Night (1971, 95min) กำกับโดย Andrzej Zulawski
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มิคาลผู้สูญสิ้นทั้งลูกและภรรยากับความโหดร้ายชองนาซี เขาโซซัดโซเซพลัดหลงสู่เมืองหนึ่ง และได้รับการช่วยเหลือจากหญิงสาวที่ละม้ายคล้ายกับภรรยาผู้จากไปของมิคาลยิ่งนัก

The Hour-Glass Sanatorium (1973, 124min) กำกับโดย Wojciech Has
โจเซฟเดินทางมุ่งหน้าชนบทเพื่อเยี่ยมผู้เป็นพ่อที่สถานพักฟื้นผู้ป่วย การเดินทางด้วยรถไฟนั้นกระตุ้นความทรงจำและจินตนาการพันลึกเข้าแทรกซ้อนปนเปเกิดเป็นเรื่องราวเขาวงกตพิสดารที่ทาบทับกันระหว่างความจริงและความ

The Days of Matthew (1968, 80min) กำกับโดย Witold Leszczynski
มาเทอุซชายหนุ่มผู้แปลกแยกต่อโลกผู้อาศัยอยู่กับน้องสาวในหมู่บ้านชนบท วันหนึ่งเมื่อน้องสาวแสนสวยเกิดตกหลุมรักเข้ากับไอ่หนุ่มช่างตัดไม้ ความโดดเดี่ยวและสับสนยิ่งเท่าทวีเข้าสุมรุมในจิตใจของเขา

Konopielka (1983, 95min) กำกับโดย Witold Leszczynsk การมาของครูคนใหม่ ที่ความสาวสวยของเธอ สร้างความวุ่นวายแก่หมู่บ้านเงียบสงบอย่างมโหฬาร โดยเฉพาะกับคาซิอุซชายชาวนาผู้จับจดที่ตกหลุมรักเธอเข้าอย่างเต็มเปา

Through and Through (1973, 70min) กำกับโดย Grzegorz Krolikiewicz
มาลิซและมาเรียคู่สามีภรรยาปากกัดตีนถีบกับการทำงานหาเลี้ยงชีพจากวันสู่คืน แถมทั้งยังต้อง อดทนต่อคำสบประมาทของครอบครัว ท้ายที่สุดความกดดันบีบเค้นให้ทั้งคู่ต้องเดินหน้าเข้าสู่ด้านมืด

Permanent Objections (1975, 70min) กำกับโดย Grzegorz Krolikiewicz
ฟราเซ็ก อาชญากรและนักพนันตัวร้าย ที่แม้ว่าอายุจะล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคนแต่มองไม่เห็นแม้แต่ความมุ่งหวังและอนาคตของชีวิต จนกระทั่งความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งเขาได้พบกับชายผู้แรกพบนั้นดูคลับคล้ายกับเจ้าหน้าที่รับรัฐบาล

The Hydro-riddle (1970, 70min) กำกับโดย Andrzej Kondratiuk
วิกฤตการณ์โลกร้อนประทุสู่จุดสูงสุด น้นั้นเป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าเพชรนิลจินดา แต่การสูญหายอย่างไร้ร่องรอยของของเครื่องปฏิสารพลังน้ำ เป็นเหตุให้ ยอดมนุษย์ประหลาดโลกต้องออกสืบค้นหาความจริงเพื่อกู้โลกสู่ความสงบสุข

Golem (1980, 89min) กำกับโดย Piotr Szulkin เมื่อโลกเข้าสู่วันที่วิทยาศาสตร์เข้าสู่จุดสูงสุด เทคโนโลยีสามารถเข้าควบคุมจิตใจของมนุษย์ครึ่งจักรกล แต่ปัญหาเริ่มตั้งเค้าเมื่อหนึ่งในนั้นบังเกิดความรู้สึกนึกคิดถึงอิสระภาพ

15.9.11

French Oldies is back! ฟิล์มไวรัสจัดพานหนังฝรั่งเศสคืนเรือน

นานทีได้คืนเหย้ากับเขาอีกสักที หลังจากงาน "ปฏิบัติการหนังทุนน้อย" และ "งานเทศกาลหนังนับญาติ (ฝรั่งเศส-เยอรมัน)" เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ซึ่งคราวนี้ก็เป็นโปรแกรมหนังชุดสับเซ็ตขนาดเล็กของอันที่เพิ่งจบไปที่ธรรมศาสตร์นั่นเอง (http://dkfilmhouse.blogspot.com/2011/08/que-reste-t-il-de-nos-amours.html)โดยได้ฤกษ์ดีอีกหน ย้อนกลับไปยังสำนักงานใหญ่ของฝรั่งเศสอีกครั้ง ในวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ 16, 17, 18 กย. นี้ที่สมาคมฝรั่งเศส ถ. สาทรใต้

ทั้งหมดเป็นโปรแกรมหนังฝรั่งเศสก่อนยุคนิวเวฟ 60 ที่ บิ๊ก คนขยันเป็นธุระจัดให้ชม

ในงานมีทั้งหนังของ Jean Renoir, Jean Vigo และ Alexandre Astruc

เชิญมาชมได้ ก่อนที่สมาคมฝรั่งเศสจะย้ายนิวาสถานในปีหน้า

ชมฟรี เช่นเดิม - Admission Free

โปรแกรมที่นี่:http://bangkok101.com/2011/09/prenouvelle-vague-weekend/

9.9.11

Romania Model (ฉายหนัง + สนทนาภาพยนตร์โรมาเนีย)

The Reading Room และ Filmvirus

เสนอโปรแกรม Romania Model โดยฉายภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Videograms of a Revolution และ Autobiography of Nicolae Caucescu

ตามด้วยการเสวนาเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆของการปฏิวัติโรมาเนีย โดย อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และเคโกะ เซ ดำเนินการสนทนาโดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา / Filmsick (ชมฟรี)

The Reading Room and Filmvirus presents

"Romania Model" program: screenings of two documentaries:

"Videograms of a Revolution" +
"Autobiography of Nicolae Caucescu"

followed by a talk on Romanian Revolution, Nicolae Caucescu, and the media by Assistant Prof. Suthachai Yimprasert and Keiko Sei

on Saturday, September 24th, 2011
at The Reading Room, Silom soi 19 (Admission Free)

27.8.11

Jorge Luis Borges หอสมุดบาเบล และเรื่องสั้นอื่น ๆ - bookvirus ฟุ้ง 08

อ่านเอกภพ ท่องวงกต

ถ้าไม่มีนักเขียนอย่าง ฆอรเฆ ลูอิส บอร์เฆส คงไม่มี Post-Modern

Jorge Luis Borges เปรียบได้ดั่งรากเหง้าอิทธิพลงานเขียนของ Italo Calvino, Umberto Eco, Orhan Pamuk, Julio Cortazar, Alain Robbe-Grillet และคนสำคัญอีกหลาย ๆ คน

รออ่านงานแปลหนังสือเขาได้ที่ bookvirus ฟุ้ง 08 หรือ

The library of Babel, the garden of forking paths and the other stories
หอสมุดบาเบล สวนแห่งทางแพร่ง และเรื่องสั้นอื่นๆ

Jorge Luis Borges
สิงห์ สุวรรณกิจ แปล

คำนิยมโดย ธเนศ วงศ์ยานนาวา

หอสมุดบาเบล สวนแห่งทางแพร่ง และเรื่องสั้นอื่นๆ - bookvirus ฟุ้ง 08 รวมเรื่องที่ยังไม่เคยแปลซึ่งเป็นแนวคิดเชิงเขาวงกตวรรณกรรมตามแบบฉบับที่นักอ่านทั่วโลกคุ้นเคย - ไม่ใช่เรื่องที่ แดนอรัญ แสงทอง (aka เชน จรัสเวียง) เคยแปลลงใน bookvirus 2 และ เพชฌฆาตข้างถนน

ระหว่างนี้อ่านแปลบทสัมภาษณ์ของ บอรเฆส ไปก่อนใน bookvirus เล่ม 2

คาดว่าน่าจะออกทันงานหนังสือตุลาคม 2554

10.8.11

Que Reste-t-il de nos amours หนังฝรั่งเศสยุคก่อนนิวเวฝ

ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เชิญชม

Que Reste-t-il de nos amours
"the years before new wave revolution"

ทุกวันอาทิตย์ระหว่างวันที่ 17 กรกฏาคม – 25 กันยายน 2554 ตั้งแต่เวลา 12:30 น. เป็นต้นไป
ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี พนมยงค์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โทรศัพท์ 0-2613-3529 หรือ 0-2613-3530
ชมฟรี!!! (โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ)

* เปลี่ยนแปลงวันฉายใหม่ *

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฏาคม
12.30 น. Pepe le Moko (1937) กำกับโดย Julien Duvivier (94min)
14.30 น. Le Grand Jeu (1934) กำกับโดย Jacques Feyder (120min)

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฏาคม
12.30 น. Port of Shadows (1938) กำกับโดย Marcel Carne (91min)
14.30 น. Le Crime de Monsieur Lange (1936) กำกับโดย Jean Renoir (80min)

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม
12.30 น. A Nous la Liberte (1931) กำกับโดย Rene Clair (104min)
14.30 น. Jour de Fete (1949) กำกับโดย Jacques Tati (70min)

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม
12.30 น. The Story of a Cheat (1936) กำกับโดย Sacha Guitry (81min)
14.30 น. Cesar (1936) กำกับโดย Marcel Pagnol (168min)
วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม
12.30 น. Beauty and the Beast (1946) กำกับโดย Jean Cocteau (96min)
14.30 น. Le Silence de la Mer (1949) กำกับโดย Jean-Pierre Melville (88min)

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม
12.30 น. Casque d’Or (1952) กำกับโดย Jacques Becker (96min)
14.30 น. The Earrings of Madame de... (1953) กำกับโดย Max Ophuls (104min)

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน
12.30 น. The Love of a Woman (1953) กำกับโดย Jean Gremillon (104min)
14.30 น. Four Bags Full (1956) กำกับโดย Claude Autant-Lara (80min)

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน
12.30 น. The Human Pyramid (1961) กำกับโดย Jean Rouch (90min)
14.30 น. Farrebique (1946) กำกับโดย Georges Rouquier (90min)

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน
12.30 น. Bad Liaisons (1955) กำกับโดย Alexandre Astruc (84min)
14.30 น. The Ladies of the Bois de Boulogne (1945) กำกับโดย Robert Bresson (86min)

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน
12.00น. Napoléon *Restoration Version (1927) กำกับโดย Abel Gance (313min)

เรื่องย่อภาพยนตร์

Napoléon (1927) – Abel Gance (*Kevin Brownlow Restoration Version)
ภาพยนตร์มหากาพย์ประวัติศาสตร์ร่ายเรื่องราวชีวิตของยอดนักรบแห่งฝรั่งเศส Napoléon Bonaparte ไล่เรียงจากวัยเยาว์แห่งการเรียนรู้สู่การเติบโตเป็นขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ถ่ายทอดผ่านมุมมองของยอดผู้กำกับยุคบุคเบิกผู้แผ้วทางแก่วงการภาพยนตร์ฝรั่งเศส Abel Gance ที่ความตั้งใจแรกเริ่มของGance นั้นต้องการร้อยเรียงเรื่อราวของ Napoléon อย่างสมบูรณ์ที่สุดเป็นภาพยนตร์ซีรีย์ความยาวกว่า 10 ชั่วโมง ก่อนที่ปัญหาทางการเงินจะรุมเร้าทำให้ต้องลดทอนขนาดลงไป ภาพยนตร์มีความยาว 6 ชั่วโมงครึ่งเมื่อครั้งเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ในปารีส ก่อนที่จะถูกหั่นหลังเหลือเพียงแค่ 1 ชั่วโมงครึ่งในการออกฉายในอเมริกา เวลาล่วงเลยไปกว่า 70 ปี ภาพยนตร์เวอร์ชั่นดั้งเดิมถูกตีตราสาปสูญ จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2000 ภาพยนตร์อันทรงคุณค่าเรื่องเอกของโลกก็ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง โดยการสืบค้นของ Kevin Brownlowผู้กำกับและนักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ชาวอังกฤษ ออกมาเป็นเวอร์ชั่นที่มีความใกล้เคียงกับความตั้งใจแรกเริ่มของ Gance มากที่สุด

Farrebique (1946) - Georges Rouquie
สารคดีจับจ้องภาพชีวิตรายวันเอื่อยนิ่งที่ขึงเหนี่ยวไว้ด้วยวัฎฎะแห่งชีวิตที่ผันเปลี่ยนฉายซ้ำเป็นวังเวียน ของครอบครัวเกษตรกรรมในที่ดินผืนจ้อยแห่งFarrebique

The Human Pyramid (1961) - Jean Rouch
การเหยียบย่างเข้าสู่ประตูโรงเรียนของสาวน้อยหน้าแฉล้มนามว่าNadine ก่อแรงกระเพื่อมส่งผลสู่ความเปลี่ยนแปลงแก่เหล่าวัยกระทงคะนอง แห่งโรงเรียนสหเชื้อชาติปนเปทั้งฝรั่งเศสและชาวผิวดำพื้นเมืองใน Ivory Coast หนุ่มน้อยใหญ่ทั้งตาน้ำข้าวและผิวสีต่างหลงเสน่ห์ในตัวสาวน้อย และเป็นเธอนั่นเองที่เป็นตัวประสานความสัมพันธ์ของสองเชื้อชาติ
Jean Rouch นักมนุษวิทยาและนักทำหนังสารคดีมือฉมังเจ้าสำนักวิชา cinema verite เดินอาดเข้าสู่รั้วโรงเรียน เขาชักชวนกลุ่มนักเรียนสองผิวสีและบอกเล่าจุดประสงค์ของการสร้างหนังเพื่อพินิจความเป็นมนุษย์ โดยเหล่านักเรียนสองเชื้อชาติต่างแยกย้ายกันถกถึงมุมมองต่ออีกเชื้อชาติ จนกระทั่งบทบาทในภาพยนตร์ต่างผุดออกมาจากสิ่งที่พวกเขารับรู้และนึกคิดต่อกันและกันนั่นเอง

Beauty and the Beast (1946) - Jean Cocteau
คหบดีหลงเข้าสู่ปราสาทนิรนาม โชคร้ายที่ดินแดนพิศวงแห่งนั้นแท้จริงแล้วคือนิวาสถานของอสูรโฉมโฉด หนำซ้ำกุหลาบที่เผลอหยิบติดมืออย่างไม่ได้ตั้งใจได้สร้างความเดือดดาลแก่อสูรร้ายยิ่งนัก มันยื่นข้อเสนอให้เขานำพาหญิงสาวรูปงามมาเป็นกำนัล มิฉนั้นความตายเพียงเท่านั้นที่จะได้รับกลับไป มีเพียงแค่ Belle ลูกสาวคนสุดท้องโฉมงามที่เสนอตัวเดินทางฝ่าพงไพรสู่เงาทมึน อสูรหลงรัก Belle อย่างจับใจ ขณะเดียวกันเธอก็พยายามที่จะพิสูจน์ถึงจิตใจอันพิสุทธิ์ที่แอบซ่อนในรูปโฉมชั่ว

Le Silence de la Mer (1949) - Jean-Pierre Melville
ในหมู่บ้านชนบทของฝรั่งเศสภายใต้ม่านหมอของเยอรมันนี Werner นายพลแห่งกองทัพนาซีถูกส่งตัวมาพำนักในบ้านของหลังเขื่องของครอบครัวชนชั้นกลางที่มีเพียงสองลุงหลานสาวอาศัยอยู่ ทุกเมื่อเชื่อวันนายพลหนุ่มมักแวะเวียนเข้ามาทักทายพูดคุยถึงดนตรีวรรณกรรม ความประทับใจต่อฝรั่งเศส และลงท้ายด้วยคำกล่าวลา ทว่าทั้งคู่นั้นปฏิบัติต่อการมีอยู่ของเขาราวกับอากาศธาตุ เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นเดียวกับการหมุนวนของฉากตอนจากม้วนเทป โดยไม่มีทีท่าของความโอนอ่อนจากสองลุงหลาน จนกระทั่งถึงวันที่ Werner ได้รับภารกิจออกไปสู่แนวหน้าในสมรภูมิ

The Story of a Cheat (1936) - Sacha Guitry
เรื่องราวชีวิตชุลมุนยุ่งขิงของนักพนันเสเพลจากปากคำบอกเล่าของเจ้าตัว เริ่มด้วยวัยเด็กทะโมนที่ถูกดัดนิสัยงดมื้อเย็น ทว่าเห็ดพิษในอาหารมื้อนั้นเองส่งผลให้ทั้งครอบครัวจบชีวิตลงทั้งหมด เขาจึงต้องระหกระเหสู่พักอาศัยกับสองลุงป้าเจ้ากี้เจ้าการผู้หวังเพียงสมบัติจากครอบครัว ไม่นานเด็กน้อยจึงหลบหนีเข้าผจญโลกภายนอกเพียงลำพัง ประสบการณ์ได้หล่อหลอมเขาสู่วัยหนุ่มผู้คร่ำหวอดต่อด้านมืดและกลโกง จนวันหนึ่งเมื่อเขาได้กลับไปพบกับหญิงชราผู้ครั้งนึงเคยช่วยชีวิตเขาจากสงครามในวัยเด็ก ภาพอีกด้านของชีวิตของเขาได้ปรากฏขึ้น
Sacha Guitry ผู้กำกับภาพยนตร์ฝีมือละเมียดผู้ผันตัวมาจากม่านการละคร พร้อมทั้งไม่ลืมการหยิบยืมองค์ประกอบละเมียดจากละครเวทีมาปรุงแต่งปรับใช้ในภาพยนตร์ของเขาด้วย The Story of a Cheat ถูกยกย่องจากนิตยสารกาเยส์ ดู ซินีมา ให้เป็น 1 ใน 100 ภาพยนตร์ตลอดตลอกาล


Cesar (1936) - Marcel Pagnol
Cesariot หนุ่มกระทงเพิ่งรู้ความจริงว่า Honore ผู้ค้ำชูแต่อ้อนออกแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่พ่อผู้บังเกิดกล้าว แต่ก่อนที่เขาจะทันได้รู้เรื่องราวของผู้เป็นพ่อที่แท้จริงHonore ก็มาจากไปเสียก่อน ในพิธีฝังศพ แม่ได้ตัดสินใจเล่าเรื่องราวของต่างๆของครอบครัวที่เง็บงำมาเนิ่นนาน ทำให้ Cesariotได้เริ่มต้นการดั้นด้นตามหาผู้เป็นพ่อที่แท้จริง
เช่นเดียวกับ Sacha Guitry Marcel Pagnol นั้นเป็นนักการละครละคร บทละครอันของเขามักถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เสมอ และเข้ามานั่งเก้าอี้ผู้กำกับเสียเอง แต่เสียงโห่ฮาป่าจากบรรดานักวิจารณ์มักเป็นสิ่งที่เขาได้รับเป็นของฝาก จนกระทั่ง Andre Bazin และ Francios Truffaut ที่เป็นแกนนำออกมาป่าวร้องแซ่ซ้องถึง ประกาศอิสรภาพให้แก่คุณค่าในงานของ Pagnol โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ metteur-en-scène หรือความเอกอุของผู้กำกับที่แกงค์กาเยส์ มักถูกนำมาอ้างถึงเขา ผลงานที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะนี้ไม่พ้น Jean de Florette ที่ภายหลังถูกนำมาสร้างใหม่โดย Claude Berri



Casque d’Or (1952) - Jacques Becker
Georgesช่างไม้ธรรมดาสามัญ ชีวิตต้องผกผันเมื่อพบรักกับ Marie สาวงามผู้มีสมญาว่า Golden Marie โดยหารู้ไม่ว่าสาวเจ้านั้นแท้จริงแล้วเป็นอนงคราญคู่กายของ Roland จอมอาชญากร การต่อสู้ในคืนหนึ่งของทั้งคู่นำไปสู่ความตายของ Roland ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นแผนของ Felix หัวหน้าแก็งส์ตัวฉกาจวางที่แผนกำจัด Georges ไปให้พ้นทาง

The Earrings of Madame de... (1953) - Max Ophuls
ด้วยหนี้สินส่วนตัวอันพอกพูน หญิงสูงศักดิ์ Madame Louise de... จำต้องขายชุดต่างหูสูงค่าอันเป็นของขวัญจากAndre ผู้เป็นสามี และแต่งแต้มเรื่องราวสู่การโจรกรรม โดยหารู้ไม่ว่าเมื่อข่าวสระพัดเป็นเหตุให้เพื่อนบ้านผู้รับซื้อไปต้องลักลอบนำมาขายคืนแก่เขา ซึ่งได้นำมันไปกำนัลแด่ Lola หญิงบ้านน้อยที่แอบไปมาหาสู่ แต่เธอก็มีอันต้องเสียมันไปกับการแพ้พนันกับ Donati ทูตชาวอิตาเลียนที่อยู่ระหว่างทางการเดินทางไปเยี่ยมเยียน Andre ที่ปารีส

Pepe le Moko (1937) - Julien Duvivier
Pepe le Moko เป็นอาชญากรตัวเอ้ที่กฏหมายหายใจรดต้นคอย่างยาวนาน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่วายต้องแคล้วคลาดอยู่ร่ำไป ด้วยว่าเขานั้นกบดานอยู่ใน Casbah หมู่บ้านที่คดเคี้ยวซับซ้อนราวกับเขาวงกฏ แถมซ้ำยังรายรอบตัวด้วยเหล่าพรรคพวกตัวร้ายที่คอยปกป้องเป็นหูเป็นตา มีอยู่หนทางเดียวเท่านั้นที่จะตะครุบตัวคือล่อ Pepe ให้ออกมาจากที่แห่งนั้น แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะระวังระไวยิ่งยวด จนกระทั่งPepe ได้พบและตกหลุมรัก Gaby สาวงามปารีเซียง Simane นักสืบผู้ด้านหนึ่งนั้นนับถือเขาอย่างจริงใจ และอีกด้านหนึ่งด้วยหน้าที่ก็ตามจับเขามาช้านานได้บังเกิดกลอุบายบางสิ่ง

Le Grand Jeu (1934) - Jacques Feyder
Pierre Martelหนุ่มเพลย์บอยไม่เอาถ่านถูกครอบครัวดัดนิสัยจากพฤติกรรมอันเอือมระอาด้วยการส่งตัวออกจากฝรั่งเศส เขาต้องลาจาก Florence แฟนสาวสุดรัก มุ่งหน้าเริ่มต้นชีวิตใหม่กับการเป็นทหารในต่างแดนในชื่อPierre Muller ที่นั่นเขาพบกับเพื่อนใหม่และรสชาติชีวิตที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่กระนั้นความคนึงหายังทำให้เขาตกอยู่ในอาการซึมเศร้า จนเมื่อได้พบกับIrma สาวนักร้องประจำบาร์ผู้หน้าตาละม้ายคนรักเก่า จิตใจของPierreบังเกิดความรักอีกครั้ง และเมื่อภารกิจต่างแดนจบลงเขาวางแผนที่จะพาIrma กลับสู่ปารีสด้วย

Port of Shadows (1938) - Marcel Carne
บนถนนเส้นรกเรื้อมุ่งสู่เมืองท่าตอนใต้ Jeanชายหนีทหารผู้อับจนในชีวิต แต่ลึกๆกำลังมองหาหนทางแห่งโอกาส โชคชะตาได้เขียนบทแห่งความอารีย์และความแค้นเคืองไว้คอยท่าเขาแล้ว ในมุมมืดของตรอกแห่งหนึ่งเขาได้พบกับMichelle และได้กลายเป็นผู้ปกป้องของเธอ โดยต้องแลกกับอิสรภาพภายในจิตใจ

Le Crime de Monsieur Lange (1936) - Jean Renoir
เมื่อเจ้าของเจ้าของเดิมหายตัวหลบลี้หนี้สินคาราคาซังของสำนักพิมพ์ ทำให้ Lange นักเขียนนิยายคาวบอยตะวันตกในสังกัด ต้องกลายมาเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์อย่างไม่ได้ตั้งใจ เขาก่อตั้งสำนักพิมพ์ในรูปแบบของตนเอง ้กิจการดูท่าว่าจะไปได้ดี แต่แล้วเจ้าของเก่าก็กลับมาในคราบของพระลวงโลกและขู่กรรโชกส่วนแบ่ง
A Nous la Liberte (1931) - Rene Clair
สองคู่ซี้นักโทษ Louis และEmile ร่วมกันหลบหนีเล็ดลอดจากแดนลงทัณฑ์ ต่างคนต่างมุ่งหน้าสู่หนทางของชีวิตใหม่ของตน เวลาผ่านไปLouis กลายเป็นเจ้าของโรงงานร่ำรวยผู้ปฏิบัติต่อคนงานไม่ต่างจากเครื่องจักร อดีตขมขื่นยังคงตามมารังควาญ เมื่อ Emileอดีตเกลอแหกคุกได้ปรากฏตัว

Jour de Fete (1949) - Jacques Tati
ในหมู่บ้านสงบสงัดที่ทุกชีวิตก้าวย่างอย่างเรือเกลือ Francois บุรุษไปรษณีย์ผู้สุขีกับอาชีพรับส่งจดหมายและมีจักรยานคันโปรดเป็นเพื่อนรักผูู้ร่วมเอ้อระเหยเที่ยวท่องไปด้วยกัน ตราบจนการมาถึงของคณะนักท่องเที่ยวอเมริกันพร้อมกับม้วนฟิล์มที่ฉายภาพประสิทธิภาพและความแคล่วคล่องของไปรษณีย์อเมริกา เป็นเหตุให้ Francois ต้องกุลีกุจอมาปฏวัติงานของตนเองตามอย่าง

Four Bags Full (1956) - Claude Autant-Lara
ช่วงเวลาที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังครุกรุ่น นาซีเยอรมันสยับสยายปีกครอบงำฝรั่งเศส ความยากเข็น่ซ่านเซ็นไปทั่วหัวระแหง Martin อดีตคนขับแท็กซี่หาเลี้ยงปากท้องด้วยการลักลอบขนส่งเนื้อหมูข้ามเมือง เมื่อวันหนึ่งเขาพบกับ Grandgil ที่่แรกนั้นดูเหมือนจะอยู่ในสถานะแห่งหลีบเร้นไม่ต่างกัน ทั้งคู่ตกลงร่วมมือกันปฎิบัติภาระกิจขนหมูส่งเมือง โดยหารู้ไม่ว่าเค้ารางแห่งความวายป่วงกำลังก่อตัวรอท่าอยู่ ด้วยถูกตามรังควาญด้วยฝูงสนุขเจ้ากรรมตามกลิ่นคาวเนื้อ แถมซ้ำกับการหลบเร้นจากเงาเงื้อมถมึงทึงของเหล่านาซีจอมโฉด

เป็นที่รู้กันดีว่า Claude Autant-Lara รวมถึงสองมือเขียนบทนามอุโฆษแห่งยุคอย่าง Jean Aurenche และ Pierre Bost นั้นเป็นชื่อที่เหล่าลูกกรอกคะนองสำนักกาเยส์(โดยเฉพาะ Truffautที่จองเวรเป็นพิเศษ)นั้นจองล้างจองผลาญอย่างไม่เผาผีถึงความดักดานยึดติดอยู่กับบทประพันธ์โดยปราศจากการก้าวเดินที่พ้นไปจากการเอาตัวหนังสือยัดลงบนแผ่นฟิล์ม แต่ถึงกระนั้นก็ต้องเลี้ยงกลับ เมื่องานในยุคหลังของ Autant-Lara เช่น Journal d'une femme en blanc, Une femme en blanc se révolte ถูกนำมาปัดฝุ่นชื่นชมโดยเดอะแกงค์อีกครั้ง โดยเฉพาะ Four Bags Full ที่ดูเหมือนจะโดดเด่นเป็นพิเศษ และต่อมาภาพยนตร์เรื่องนี้และ Love Is My Profession ก็ถูกรวมอยู่ในหนังสือ The Films in My Life ของ Truffaut ถึงขนาดที่เขาได้กล่าวถึง Love is my Profession ว่าเป็นหนังจากชีวิตเขาเลยทีเดียว

The Love of a Woman (1953) - Jean Gremillon
ณ เกาะห่างไกล Marie หมอสาวถูกส่งตัวมาปฏิบัติหน้าที่ ด้วยเวลาไม่นานเธอได้เข้าไปเป็นขวัญใจของเหล่าหนุ่มเล็กใหญ่ จะมีก็เพียงแต่ Andre หนุ่มวิศกรผู้หลงทนงตนและพิศมัยในการทะเลาะวิวาทเท่านั้น ที่สามารถเดินเข้าสู่หัวใจของเธอ ขณะเดียวกันรูปรสอันเลอโฉมและความสามารถอันเอกอุของเธอเองก็กลับกลายเป็นตัวปัญหาที่ย้อนกลับมาระรานเป็นเงาตามตัว เมื่อผู้คนเริ่มพากันริษยาและตั้งแง่ต่อตัวเธอ ทั้งยังกับชายคนรักที่ระหองระแหงกันเรื่อยมา ทำให้ Marie ต้องเหยียบยืนอยู่บนทางแพร่งของการตัดสินใจ

Bad Liaisons (1955) - Alexandre Astruc
การปลิดชีวิตตนเองอย่างปริศนาของนายแพทย์ Danieli นำพาไปรับรู้เรื่องราวชีวิตรักขมขื่นของCatherineครั้งเก่าก่อน ผ่านปากคำการสืบสวนถึงเงื่อนงำการตายที่เธอให้ต่อนักสืบ ภาพแทนของหญิงสาวผู้หยัดยืนต่อสู้ฝ่ามรสุมรักอย่างทนงไล่เรียงผ่านภาพระลึกแห่งความทรงจำ

3.7.11

“ศิลปะตรรกะสังสรรค์” (Dialogic Exhibition) + Thunska's The Terrorists and Filmvirus' Morbid Symptom program

โครงการนิทรรศการ “ศิลปะตรรกะสังสรรค์” (Dialogic Exhibition)
ดำเนินงานโดย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
21 กรกฎาคม ถึง 25 กันยายน 2554
ชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

Dialogic Exhibition at BACC
21 July-25 September 2011
8th Floor, Bangkok Art and Culture Centre

ภาพยนตร์และงานศิลปะทุกอย่างในหอศิลป์

- ชมฟรี (Admission Free)


Dialogic Exhibition website - ข้อมูลหน้าเว็บ ตรรกะสังสรรค์ ที่เป็นทางการ: http://www.dialogicexhibition.com/content.php?p=216
BACC website - เว็บไซต์หอศิลป์กรุงเทพ ฯ : http://www.bacc.or.th/

Thunska and Friends’ Exclusive Stab!
In collaboration with FilmVirus Program at BACC


* The Terrorists VS Morbid Symptom by Filmvirus *

กำหนดรอบฉายดังต่อไปนี้ (Film Schedule) :

Special Exclusive Program

23 July 2011
3. 30 pm – The Terrorists (by Thunska Pansittivorakul / ธันสก พันสิทธิวรกุล) + Q & A กับ ธันสก พันสิทธิวรกุล และ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา (Filmsick)

และติดตามชม ภาพยนตร์ชุด “แก้หมัน” - Morbid Symptom (Filmvirus Program)

6 Aug 2011
2.30 pm – Introduction by วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

The Old
3 pm - THE SEED OF MAN (Marco Ferreri /1969/ Italy)
5 pm - THE SURROGATE MOTHER (Im Kwon Taek /1987 / South Korea)

20 Aug 2011

The New
3 pm - CRIA CUERVOS (Carlos Saura / 1976/ Spain)
5 pm - XALA (Ousmane Sembene /1975/ Senegal)

3 September 2011

Cannot be Born
3 pm - THE BROOD (David Cronenberg/ 1979/ Canada)
5 pm - NIGHT OF THE COUNTING THE YEARS
(Shadi Abdel Salam /1969/ Egypt)

17 September 2011

Cannot Reconciled
3 pm - NIGHT OF THE COUNTING THE YEARS
(Shadi Abdel Salam /1969/ Egypt)
5 pm - THE SEED OF MAN (Marco Ferreri /1969/ Italy)

ข้อมูลภาพยนตร์ (Film Information)

The Terrorists
โอกาสดีเพียงรอบเดียวสำหรับผู้ชมชาวไทย ภาพยนตร์ก่อการปลดปลงหน้ากากสุภาพชนเรื่องล่าสุดของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล ศิลปินเจ้าของรางวัลศิลปาธร ประจำปี 2550

THE TERRORISTS (Thunska Pansittivorakul / 2011 / Germany-Thailand)
17 ตอนของเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ถูกร้อยเรียงด้วยท่วงท่าของสารคดีเชิงทดลองตามถ่ายบุคคลไม่สำคัญ คนธรรมดา ประชาชนเดินดิน ที่เต็มไปด้วยเรื่องคลุมเครือความทรงจำลางเลือน ประวัติศาสตร์ที่รื้อสร้าง เรื่องลึกลับที่ยังคงหาคำตอบไม่ได้ หนังเริ่มด้วยภาพบนเรือหาปลา กับภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ ผ่านแสงไฟฉายสำรวจสิ่งมีชีวิตกระดุกกระดิกหายใจท่ามกลางความมืดมิดในสวนยาง ไฟริบหรี่ที่ฉายชัดด้วยร่องรอยกระหายเลือดผ่านอดีตกาลที่ทิ้งให้ใครต่อใครกลายเป็น ผู้ก่อการร้าย
มาร่วมเป็นพยานสายตารับรู้ถึงภาพยนตร์พิษแรงร้อนเรื่องนี้ ซึ่งเข้าร่วมฉายในเทศกาลหนังชั้นนำมากมาย รวมทั้งเทศกาลหนังนานาชาติเมืองเบอร์ลินปีล่าสุด

(พร้อมสนทนากับผู้กำกับ ธัญสก พันสิทธิวรกุล และ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา aka Filmsick / ตัวแทนจากโปรแกรมภาพยนตร์ชุด “แก้หมัน” - Morbid Symptom ของกลุ่ม FilmVirus)

Officially selected for the following film festivals:
The 61st Berlinale, Germany-February 2011
The 13rd Buenos Aires Festival International de Cine Independente, Argentina-April 2011
The 2nd Distrital Cine Y Otros Mundos, Mexico-May 2011
The 6th Tel Aviv International LGBT Film Festival, Israel-June 2011
The 11th Era New Horizons International Film Festival Wroclaw, Poland-July 2011
The 32nd Durban International Film Festival, South Africa-July 2011
The 5th Cinema Digital Seoul Film Festival, South Korea-August 2011
The 15th Queer Lisboa, Portugal-September 2011
The 29th Torino Film Festival, Italy-November 2011

MORBID SYMPTOM: THE OLD IS DYING AND THE NEW CANNOT BE BORN

ครั้งหนึ่งหลายปีล่วงมาแล้ว นาย อ. (นามสมมติ) เคยกล่าวถึงเรื่องการสร้างครอบครัว ไว้ในทำนองที่ว่า ในอดีตแต่ครั้งบรรพกาลนั้นไอ้เรื่องการสร้างครอบครัวอะไรเห็นจะไม่มีอยู่หรอก ไอ้การแต่งงานมีลูกสืบสายพันธุ์อะไรนั่นก็เป็นเพียงเรื่องของมนุษย์เพศผู้ขี้หวงของ ที่เริ่มต้นคิดเอาว่าทรัพย์สมบัตินั้นเป็นของส่วนตน ไอ้ของที่ข้าหามาได้ตลอดเวลาที่ข้ามีชีวิตอยู่นั้น มันจะต้องเป็นของใครสักคนเมื่อข้าดับสูญไปแล้ว การสืบสายเลือดอะไรก็มีขึ้นมาในทำนองนี้แหละเพื่อนเอ๋ย เริ่มจากการแต่งงานเพื่อจะครอบครองผู้หญิงในฐานะสมบัติส่วนบุคคลที่จะเป็นของกลางของหลวงเสียมิได้ จิ๋มนี้มีเจ้าของ ครั้นเมื่อก่อนไอ้เด็กที่เกิดมาจากจิ๋มไม่มีเจ้าของนี่คงจะไม่รู้ว่าลูกใคร แต่ลองว่าข้าได้ครอบครองเจ้าของมดลูกแลครรภ์แล้วไซร้ เด็กที่ออกมาย่อมเป็นลูกข้าเลือดข้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แลไอ้เด็กคนนี้เอง(ต้องเป็นเด็กชายนะ เพราะถ้าเป็นเด็กหญิงครรภ์ของมันก็จะต้องตกเป็น ‘สมบัติ’ ของชายอื่น) ที่จะสืบทอดดำรงวงศ์เผ่าของข้าต่อไป

ไอ้การเสพสังวาส สุขสมอารมณ์หมาย มันก็ได้รับการยอมรับผ่านการแต่งงานด้วยเล่ห์กลมนต์คาถาทางการเมืองเฉกฉะนี้ละเพื่อนเอ๋ย แต่นี่ก็ฟังดูโสมมขมร้ายไร้หัวใจอยู่สักหน่อย แรกทีเดียวนั้นเขาก็มีข้อห้ามกฎเหล็กแค่เพียงอย่าเอาข้ามรุ่น(แม่) ต่อมาก็อย่าเอาพี่เอาน้อง แต่จะเอาเมียหลายคนนั้นหาผิดอะไรไม่ เพิ่งจะมาไม่นานนี้นี่เองที่ข้อห้ามกลายเป็นเรื่องจู๋เดียวจิ๋มเดียวผัวเดี่ยวเมียโดด ไอ้เพื่อนรัก การเสพสังวาสนอกสมรสนั้นจึงเป็นเรื่องแรงร้ายหน้าไหว้หลังหลอกที่แออัดยัดทะนานและเป็นข้อห้ามที่ใครก็แหกในสังคมเรานี้นั่นแหละ

ได้ฟังนาย อ. กล่าวดังนั้น นาย ก.(นามสมมติ) ก็ให้ฉุกคิดอะไรต่อมิอะไรต่อไปเช่นนั้น เขากระดกเหล้าเข้าปากอีกอึกใหญ่ระบายพ่นลมหายใจที่คละคลุ้งพลางกล่าวสำทับ ไอ้หยา เพื่อนเอ๋ย การสืบพันธุ์สิบสังวาสรายบุคคลของสูเจ้าก็ดำเนินการไปด้วยอาการประพิมพ์ประพายคล้ายกันในทางการเมืองอยู่นั่นแล การเสพสังวาสอันแสนสุขเพื่อมุ่งหมายนำไปสู่การให้กำเนิดอันแสนเศร้า แลระหว่างที่เขายังไม่ได้ตาย แลลูกชายยังไม่เถือกำเนิด สรรพสิ่งก็ปั่นป่วนไปด้วยอาการวิปลาสยากเยียวยา เด็กที่เกิดมาเพื่อสืบสายเลือดพ่อนั้นก็เป็นเช่นรูปแบบหนึ่งของการย้อนให้ตระหนักถึงจุดจบของตัวพ่อนั้นเอง เมื่อวันหนึ่งเขาจะเสื่อมสลาย ตายลงและถูกแทนที่ด้วยลูกชายที่จะมาฉกฉวยมรดก ของเขาไป กล่าวให้ง่ายเพศสัมพันธ์แสนหวานนำไปสู่การล่มสลายของตัวเขาเอง ตัวแทนของเขาที่เขาถูกสอนให้รักจะเป็นหอกข้าแคร่ทิ่มตำความไม่จีรังยั่งยืนของเขาเอง

นาย อ. ผู้ซึ่งร่วมร่ำดื่มกับนาย ก.มาแต่หัวค่ำ ในร้านเหล้าเหลาเหย่ชื่อ ‘ไร้กาลเวลา’ กระดกเหล้าอึกสุดท้าย แล้วกระซิบกระซาบชักชวนนาย ก.ไปตีกะหรี่ อันเป็นวิธีการเดียวที่จะ ‘สืบพันธุ์กับสตรีได้โดยไม่ต้องมีบุตร’ (เว้นเสียแต่ทั้งคู่กะจะได้กันเอง) ชายหนุ่มสองคนกอดคอลับตาไปบนถนนปูหินในค่ำคืนเฉอะแฉะมืดมิด

แลด้วยบทสนทนาไร้กาลเวลาเมื่อครู่นี้เอง FILMVIRUS จึงขอชวนท่านชมโปรแกรมภาพยนตร์ ว่าด้วยการสืบพันธุ์ สายเลือดสู่สิ้นโลก การดำรงวงศ์เผ่าผ่านทางเพศ และอาการวิปริตวิปลาสของความหมกมุ่นในการสืบสายพันธุ์ที่จะย้อนกลับมาทำลายตัวเองโดยไม่อาจตั้งใจและไม่ได้ควบคุม ! ในโปรแกรมภาพยนตร์ชุด ‘แก้หมัน!’ ? MORBID SYMPTOM : THE OLD IS DYING AND THE NEW CANNOT BE BORN

The Old

THE SEED OF MAN (Marco Ferreri /1969/ Italy)

เรื่องราวของคู่หนุ่มสาวในยุคสิ้นโลก ที่ประชาการส่วนใหญ่ล้มตายด้วยกาฬโรค ลอนดอนวอดวายไปกลางกองเพลิง ประเทศต่างๆ ถูกจัดระเบียบเข้มข้นด้วยการแบ่งโซน ระหว่างการเดินทาง พวกเขาถูกทหารจับไปทดลองบังคับให้กินยา ยึดรถและปล่อยให้เดินทางเดียวดายจนไปพบบ้านปลายขอบโลกที่เจ้าของนอนตายอยู่ที่หน้าบ้าน พวกเขาเข้ายึดบ้านริมชายหาดทำตัวประหนึ่งอาดัมกับอีฟ ฝ่ายหญิงเพาะปลูกทำเกษตรกรรม ส่วนฝ่ายชายหมกมุ่นอยู่กับการทำพิพิธภัณฑ์ที่จะเขียนประวัติศาสตร์ให้ลูกหลาน สืบสานงานวิทยาศาสตร์และศิลปะ โดยมีปัญหาเพียงข้อเดียวระหว่างทั้งคู่ นั่นคือฝ่ายชายต้องการมีลูกและฝ่ายหญิงไม่ต้องการ หรือบางทีการมีลูกจะนำมาถึงซึ่งวันสิ้นโลก

ภาพยนตร์โดย Marco Ferreri ผู้กำกับจอมวิปลาสชาวอิตาเลี่ยน ที่นำพาผู้คนกลับไปสู่อาดัมดับอีฟ ฉบับอะโพคาลิปส์ และผลไม้พิษชื่อบุตรธิดา

THE SURROGATE MOTHER (Im Kwon Taek /1987 / South Korea)

เรื่องราวในเกาหลียุคอดีต เมื่อครอบครัวขุนนางปัญญาชนไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ไม่มีบุตรสืบสกุล พวกเขาจึงออกเสาะแสวงหาหมู่บ้าน มารดารับจ้าง อันเป็นหมู่บ้านห่างไกลที่มีแต่สตรีเพศ ประกอบอาชีพรับจ้างท้องแลกที่ดิน พวกนางจะรับจ้างท้องโดยให้เจ้าบ้านร่วมรักจนกว่าจะมีลูกหากเป็นบุตรชายเจ้าบ้านจะรับเอาไป แต่ถ้าเป็นธิดาน้อย ก็จะถูกส่งกลับหมู่บ้านมาสืบสายพันธุ์มารดารับจ้างต่อไป เด็กสาวที่ถูกเลือกก็เกิดมาในลักษณะเช่นนี้ เพียงครั้งแรกของการทำงานเธอก็ตกหลุมรักบ่วงสวาทของนายจ้างหนุ่มจนต้องถูกเฆี่ยนตี เจ้าบ้านจะเก็บเธอไว้ในห้องลับไม่ให้ใครเห็นตัว ภรรยาแท้ก็ต้องแสร้งท้องไปตามกัน แลมานั่งเฝ้าสามีมีอะไรกับ ‘หญิงรับจ้างแท้ใช่แม่คน’ นี้ และโดยไม่ต้องสงสัยเรื่องราวล้วนดำเนินสู่โศกนาฏกรรม

ฝีมือผู้กำกับรุ่นลายครามของเกาหลี อิมกวองเตีก เจ้าของผลงานหนังรางวัลเมืองคานส์ Chiwaseon

The New

CRIA CUERVOS (Carlos Saura / 1976/ Spain)

พ่อของเธอตาย ตายขณะมีกิ๊ก ตายต่อหน้าต่อตาหนูน้อยอันนาวัยแปดขวบ ที่เธอทำคือลูบศีรษะศพของพ่อ แล้วเก็บแก้วนมที่เธอผสมยาพิษเอาไว้ไปล้าง เธอเห็นแม่ที่ตายไปแล้วของเธอเดินไปเดินมา ป้าและยายของเธอ เข้ามาดูแลเธอแลพี่สาวน้องสาวแทนพ่อ วันหยุดปิดเทอมอันแสนหม่นเศร้าและชวนหวาดผวา สรรพสิ่งไหลปะปนกัน ความทรงจำขมขื่นเกี่ยวกับชีวิตของแม่ ผู้ซึ่งละทิ้งการเป็นนักเปียโนมาแต่งงานกับนายทหาร ป่วยไข้และตายอย่างลำพัง พ่อที่เจ้าชู้ ความจริงเกี่ยวกับป้าที่เข้มงวด อาการอมพะนำของเธอ ยายที่นั่งบนเก้าอี้รถเข็น ยาพิษที่แม่ทิ้งไว้ให้

ทุกสิ่งไหลปะปนกันเหมือนสีที่เปื้อนซึมเข้าหากัน อดีต ปัจจุบัน ความทรงจำ ภาพหลอน เหตุการณ์ปัจจุบันขณะ เพลงป๊อบ ความตาย ในหัวของเด็กอายุแปดขวบ
ภาพยนตร์สะท้อนภาพสเปนยุคปลายของนายพลฟรังโก้ พ่อแม่เชื้อชั่วไม่ยอมตายและบรรดาลูกสาวลูกชายที่กลับไม่ได้ไปไม่ถึง ภาพสะท้อนผ่านสายตาเด็กที่วิโยควิกล บนถนนประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลอันหลอกหลอน

XALA (Ousmane Sembene /1975/ Senegal)

หลังจากปลดปล่อยเซเนกัลจากการครอบครองของเจ้าอาณานิคม หนึ่งในบรรดาท่านผู้นำ (ที่บัดนี้สมคบคิดกับเจ้าอาณานิคมเสียเองอย่างน่าชื่นตาบาน) ก็แต่งเมียหมายเลขสามเข้าบ้าน แต่เป็นคำสาปอันน่าสะพรึงกลัวไร้ที่มานั้นเองที่ทำให้เขากลายเป็นคนบ้อท่านกเขาไม่ขันไปเสียได้! อาจจะเป็นลมเพชรหึงของเมียหลวงและเมียน้อยหรือ หรืออาจะเป็นเพราะพวกคนจรหมอนหมิ่นที่มาหากินอยู่หน้าร้านขายของนำเข้าจากยุโรปของเขา (ป้าดโธ่! ท่าน น้ำที่ผมดื่มก็ต้องเอวียงแต่เพียงอย่างเดียวนะท่าน!)

เขาพยายามหาวิธีแก้อาการมะเขือเผาอย่างเอาเป็นเอาตาย ขณะที่ร้านชำและแผนจำนำข้าวก็ดูจะถดถอยด้อยค่าในสายตาผู้ร่วมขบวนการ ครั้งเมื่อถอนคำสาปสำเร็จเมียสาวก็ดันมีรอบเดือนเสียอีก ไอ้เรื่องจะได้กินตับนั้นอย่าหวัง จนถึงสุดทางที่เขาต้องกระเด้งออกจากคณะรัฐมนตรี ลูกสาวหัวก้าวหน้าก็ไม่ไยไพ แถมยังถูกพวกคนจรพาเหรดมาถ่มถุยกันถึงบ้านอีกนี่!

ภาพยนตร์โดยปรมาจารย์ภาพยนตร์แห่งแอฟริกา Osumane Sembene ที่อาศัยภาพร่างมะเขือเผาฉายเงาของปารกปฏิวัติจากเจ้าอาณานิคมที่ล้มเหลวระเนระนาดไม่เป็นท่าเสียจนน่าขบขันและขมขื่นยิ่ง

Cannot be Born

THE BROOD (David Cronenberg/ 1979/ Canada)

เรื่องของเมียสาวจิตแตกที่เข้ารับการบำบัดความโกรธจากด็อกเตอร์ลึกลับ ที่สามารถเปลี่ยนความโกรธให้เป็นเนื้อร้ายทางกายภาพ ได้ ระหว่างรักษาสามีก็คอยดูแลลูกสาวและสงสัยว่าเมียเขาอาจจะตบตีลูกในวันสุดสัปดาห์ แต่หมอก็ไม่ยอมให้พูดคุย ยิ่งรักษาก็ยิ่งรู้ว่าเธอคือลูกสาวของแม่ที่ตบตีเธอแต่เด็ก ความแค้นที่คั่งค้างถูกระบายออกมาให้หมอฟังจนหมดเปลือกในขณะเดียวก็บังเกิดผีเด็กฆาตกรลึกลับไล่ฆ่าผู้คนรอบๆ ตัวเธอ ทั้งแม่พ่อและอาจลามไปถึงผัว มีแต่สามีเท่านั้นที่จะยุติการให้กำเนิดเนื้อร้ายนี้ได้ และนั่นหมายถึงว่าต้องฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง

David Cronenberg (Eastern Promises, A History of Violence) ผู้กำกับหนังสยองขวัญจอมเจ้าเล่ห์หลอกใช้แง่มุมของวิทยาศาสตร์การแพทย์มาอธิบายสันดานความเกรี้ยวกราด และการสืบพันธุ์ที่อันตรายของชายหญิงในหนังเรื่องนี้อย่างคมคายร้ายกาจ

NIGHT OF THE COUNTING THE YEARS (Shadi Abdel Salam /1969/ Egypt)

หลังจากพ่อของเขาตายลง เขาจึงเพิ่งรู้ว่าหมู่บ้านเล็กในภูเขาทรายของเขานั้นดำรงคงอยู่มาได้เพราะการลักทรัพย์สมบัติของฟาโรห์โบราณไปขาย เขาถูกพาไปขุดศพมัมมี่ในโตรกผา เพื่อหาของล้ำค่าไปขายพ่อค้าจอมเจ้าเล่ห์ที่ผูกพันแต่กับพ่อของเขามาเนาว์นาน ไกลออกไปในไคโร ทางการกำลังตามหาหลุมฝังศพของฟาโรห์ ลึกลับเมื่อสามร้อยปีก่อน พวกเขาเชื่อมั่นว่ามันอยู่ในภูเขาอันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านนี้นั่นแหละ

พวกเขาจึงพากันเดินเรือมาแสนไกลเพื่อตามหา ชายหนุ่มสับสนในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน เขาต้องต่อสู้กับพ่อที่ไม่ยอมตายในรูปของบรรดาผู้อาวุโสประจำเผ่า พ่อค้าใจคด และความอยู่รอดของหมู่บ้านไกลปืนเที่ยง กับมโนธรรมในจิตใจของเขาเองที่อยากจะยืนบนลำแข้งของตนเอง โดยมีศึกนอกเป็นเรือหลวงของทางการที่ทำสิ่งที่ถูกต้องคือการอนุรักษ์มัมมี่ แต่ก็แค่เอาทุกอย่างไปจากหมู่บ้านและทิ้งพวกเขาให้อดตายเองก็เท่านั้น

พูดได้โดยไม่ต้องสื่อสาร นี่คือหนังที่เหมาะกับการอธิบาย พ่อที่ไม่ยอมตายและลูกชายที่ไม่ได้เกิดซึ่งเหมาะเจาะเสียเหลือเกินหากจะเอามาทาบทับลงบนบริบทของสังคมไทย

ข้อมูลหน้าเว็บ ตรรกะสังสรรค์ : http://www.dialogicexhibition.com/content.php?p=216

คนลักหลับ

My photo
Filmvirus เป็นนามปากกาเดิมของสนธยา ทรัพย์เย็น จากคอลัมน์ “นิมิตวิกาล” ที่ใช้ในนิตยสาร Filmview ปี 2537 ต่อมาในปี 2538 สนธยาได้ก่อตั้ง “ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์” หรือ DK.Filmhouse (Filmvirus) จัดฉายหนังด้อยโอกาสให้ผู้สนใจชมฟรี พร้อมจัดพิมพ์หนังสือด้านหนัง และวรรณกรรม ชุด Filmvirus / Bookvirus (ส่วนหนังสือ “คนของหนัง” ปี 2533 นั้นเป็นผลงานก่อนตั้งฟิล์มไวรัส) ส่วนผลงานอื่นๆ ปี 2548 เป็นกรรมการเทศกาลหนัง World Film Festival of Bangkok , ปี 2552 กรรมการ Sydney Underground Film Festival, งาน Thai Short Film and Video Festival ของมูลนิธิหนังไทยครั้งที่ 1 และปี 2548-2549 เป็นเจ้าภาพร่วมจัดเทศกาลประกวดหนังนานาชาติ 15/15 Film Festival, Australia